← กลับไปยังบทความทั้งหมด

ศิลปะการติดตั้ง (Installation Art) การเปลี่ยนพื้นที่ให้เป็นงานศิลปะ

สรุปใจความสำคัญ

  • ศิลปะการติดตั้ง (Installation Art) มักเป็นงานแบบ Site-specific ซึ่งออกแบบมาเพื่อพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งโดยเฉพาะ
  • มีรากฐานมาจากศิลปะแนวคิด (Conceptual Art) และการใช้ Ready-made ของ Marcel Duchamp
  • เน้นการสร้างประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสแบบองค์รวม (Immersive Experience) มากกว่าการมองวัตถุชิ้นเดียว
  • แนวคิด Gesamtkunstwerk ของ Richard Wagner เป็นต้นแบบของการรวมศิลปะหลายแขนงเพื่อสร้างประสบการณ์รวมยอด

ศิลปะการติดตั้ง (Installation Art) หรือที่บางครั้งเรียกว่า "งานติดตั้ง" (Installations) หรือ "สิ่งแวดล้อม" (Environments) เป็นประเภทของงานศิลปะสามมิติที่มักจะถูกสร้างขึ้นเฉพาะเจาะจงสำหรับพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง (Site-specific) โดยมีจุดประสงค์เพื่อเปลี่ยนแปลงการรับรู้ของผู้เข้าชมที่มีต่อพื้นที่นั้นๆ โดยทั่วไปคำนี้จะใช้กับพื้นที่ภายในอาคาร ในขณะที่การสร้างสรรค์ในพื้นที่ภายนอกมักจะถูกเรียกว่า ศิลปะสาธารณะ (Public Art), ศิลปะบนดิน (Land Art) หรือการแทรกแซงทางศิลปะ (Art Intervention) อย่างไรก็ตาม ขอบเขตระหว่างคำเหล่านี้มักจะมีความทับซ้อนกัน

ตัวอย่างงานศิลปะการติดตั้งในพื้นที่
งานศิลปะการติดตั้งที่เปลี่ยนโฉมพื้นที่ให้กลายเป็นประสบการณ์ทางศิลปะ

ประวัติความเป็นมาของศิลปะการติดตั้ง

ศิลปะการติดตั้งสามารถเป็นได้ทั้งแบบชั่วคราวหรือถาวร โดยมีการสร้างสรรค์ในพื้นที่จัดแสดง เช่น พิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ รวมถึงพื้นที่สาธารณะและพื้นที่ส่วนตัว งานประเภทนี้ใช้วัสดุที่หลากหลาย ตั้งแต่วัสดุในชีวิตประจำวันและวัสดุธรรมชาติที่ถูกเลือกมาเพราะคุณสมบัติในการ "กระตุ้นความรู้สึก" ไปจนถึงสื่อสมัยใหม่ เช่น วิดีโอ เสียง การแสดง ความเป็นจริงเสมือน (VR) และอินเทอร์เน็ต

งานติดตั้งจำนวนมากเป็นแบบ Site-specific ซึ่งหมายความว่าถูกออกแบบมาเพื่อให้อยู่ในพื้นที่ที่สร้างขึ้นเท่านั้น โดยดึงเอาคุณลักษณะเด่นของพื้นที่สามมิติมาใช้เพื่อให้เกิดความดื่มด่ำ (Immersive) ตัวอย่างเช่น กลุ่มศิลปิน Exhibition Lab ที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติในนิวยอร์ก หรือการออกแบบพื้นที่ในดิสนีย์แลนด์เมื่อปี 1955 ที่ใช้ปรัชญาการสร้างพื้นที่จำลองที่สมจริง

แม้ว่าศิลปะการติดตั้งจะเริ่มโดดเด่นในช่วงทศวรรษ 1970 แต่รากฐานของมันสามารถย้อนกลับไปได้ถึงศิลปินอย่าง Marcel Duchamp กับการใช้ "Ready-made" และ Kurt Schwitters กับงาน Merz art ซึ่งแตกต่างจากประติมากรรมแบบดั้งเดิมที่เน้นงานฝีมือ ศิลปะการติดตั้งให้ความสำคัญกับ "เจตจำนง" ของศิลปิน ซึ่งมีรากฐานมาจากศิลปะแนวคิด (Conceptual Art) ในทศวรรษ 1960

นิยามและการสร้างประสบการณ์

การจัดวางองค์ประกอบในงานศิลปะการติดตั้ง
การใช้พื้นที่และวัตถุเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่โอบล้อมผู้ชม

คำว่า "Installation" ในฐานะชื่อเรียกรูปแบบศิลปะเฉพาะทางเริ่มถูกนำมาใช้ในช่วงปี 1969 โดย Allan Kaprow ได้ใช้คำว่า "Environment" ในปี 1958 เพื่ออธิบายพื้นที่ภายในอาคารที่ถูกเปลี่ยนแปลงไป

หัวใจสำคัญของศิลปะการติดตั้งคือการคำนึงถึง ประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสที่กว้างขึ้น แทนที่จะเป็นการมองภาพวาดในกรอบบนผนังสีขาวหรือการมองวัตถุบนแท่นวาง ศิลปะการติดตั้งทำให้พื้นที่และเวลาเป็นตัวแปรสำคัญ ซึ่งเป็นการทลายเส้นแบ่งระหว่าง "ศิลปะ" และ "ชีวิต" โดย Kaprow เชื่อว่าหากเราใช้ธรรมชาติเป็นต้นแบบ เราจะสามารถสร้างศิลปะจากสิ่งของธรรมดาในชีวิตประจำวันได้

Gesamtkunstwerk งานศิลปะรวมเหล่า

แนวคิดการตอบสนองประสาทสัมผัสทั้งหมดเพื่อสร้างประสบการณ์รวมยอด ปรากฏชัดเจนในปี 1849 เมื่อ Richard Wagner นำเสนอแนวคิด Gesamtkunstwerk หรือผลงานโอเปร่าที่รวมเอาศิลปะหลายแขนงเข้าด้วยกัน ทั้งจิตรกรรม การเขียน ดนตรี และสถาปัตยกรรม เพื่อควบคุมประสาทสัมผัสของผู้ชมให้เกิดความดื่มด่ำอย่างสมบูรณ์

ในยุค 1980 และ 1990 งานติดตั้งเริ่มมีความซับซ้อนมากขึ้น มีการใช้เครือข่ายการทำงานร่วมกันระหว่างสถาปัตยกรรม สถานที่ และวัตถุในชีวิตประจำวัน รวมถึงการนำเทคโนโลยีวิดีโอที่เกิดขึ้นในปี 1965 มาพัฒนาจนกลายเป็นสภาพแวดล้อมมัลติมีเดียและโลกเสมือนจริงที่โต้ตอบกับผู้ชมได้

ศิลปะและความเป็นวัตถุ (Art and Objecthood)

Michael Fried เคยวิจารณ์งานศิลปะที่ให้ความสำคัญกับผู้ชมว่าเป็นงานที่ "มีความเป็นละคร" (Theatrical) ซึ่งมีความคล้ายคลึงกันระหว่างศิลปะการติดตั้งและละครเวที คือทั้งคู่ต้องการให้ผู้ชมจมดิ่งลงไปในประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสและเรื่องราวที่รายล้อม ในขณะเดียวกัน ผู้ชมก็ยังคงตระหนักว่าตนเองกำลังอยู่ในพื้นที่จัดแสดงและกำลังสำรวจจักรวาลจำลองที่ศิลปินสร้างขึ้น

คำถามที่พบบ่อย

ศิลปะการติดตั้งแตกต่างจากประติมากรรมอย่างไร?

ประติมากรรมแบบดั้งเดิมมักเน้นที่รูปทรง (Form) และการจัดวางวัตถุบนแท่น แต่ศิลปะการติดตั้งเน้นการเปลี่ยนแปลงพื้นที่และการสร้างประสบการณ์ที่ผู้ชมสามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของงานได้

Site-specific art คืออะไร?

คือผลงานศิลปะที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อติดตั้งในสถานที่เฉพาะเจาะจง โดยดึงเอาคุณลักษณะของสถานที่นั้นมาเป็นส่วนหนึ่งของความหมายและรูปแบบของงาน หากย้ายไปที่อื่น ความหมายของงานอาจเปลี่ยนไปหรือสูญเสียไป

วัสดุที่ใช้ในงาน Installation Art มีอะไรบ้าง?

ใช้วัสดุได้หลากหลายมาก ตั้งแต่วัสดุธรรมชาติ วัตถุในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงสื่อดิจิทัล เช่น วิดีโอ เสียง และเทคโนโลยี VR