← กลับไปยังบทความทั้งหมด

เครื่องขยายเสียงสำหรับเครื่องดนตรี

สรุปใจความสำคัญ

  • เครื่องขยายเสียงสำหรับเครื่องดนตรีทำหน้าที่แปลงสัญญาณไฟฟ้าแรงดันต่ำจากปิ๊กอัพให้เป็นสัญญาณกำลังสูงเพื่อขับลำโพง
  • แอมป์คอมโบรวมวงจรขยายและลำโพงไว้ในตู้เดียว ส่วนแอมป์หัวแยกต้องใช้คู่กับตู้ลำโพงภายนอก
  • แอมป์กีตาร์แตกต่างจากแอมป์ Hi-Fi ตรงที่มักมีการปรับแต่งโทนเสียงและจงใจสร้างเสียงแตกเพื่อผลทางศิลปะ

เครื่องขยายเสียงสำหรับเครื่องดนตรี (Instrument Amplifier) คืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณไฟฟ้าที่มีระดับต่ำมากจากเครื่องดนตรี เช่น กีตาร์ไฟฟ้า เบสไฟฟ้า คีย์บอร์ด หรือซินธิไซเซอร์ ให้กลายเป็นสัญญาณไฟฟ้าที่มีกำลังสูงขึ้น เพื่อส่งต่อไปยังลำโพงให้เกิดเสียงที่ดังพอสำหรับนักดนตรีและผู้ฟังในสถานที่ต่าง ๆ

เครื่องขยายเสียงสำหรับเครื่องดนตรีไฟฟ้า
ตัวอย่างเครื่องขยายเสียงที่ใช้สำหรับเครื่องดนตรีไฟฟ้า

ส่วนประกอบและรูปแบบของเครื่องขยายเสียง

เครื่องขยายเสียงสำหรับเครื่องดนตรีมักประกอบด้วยส่วนสำคัญคือ ปรีแอมป์ (Preamplifier) ซึ่งทำหน้าที่ปรับแต่งสัญญาณเบื้องต้น และ พาวเวอร์แอมป์ (Power Amplifier) ที่ทำหน้าที่เพิ่มกำลังขับให้เพียงพอต่อการขับลำโพง นอกจากนี้ยังมีส่วนควบคุมโทนเสียง (Tone Controls) เพื่อปรับแต่งเสียงทุ้ม (Bass) และเสียงแหลม (Treble) รวมถึงการเพิ่มเอฟเฟกต์ เช่น เสียงก้อง (Reverb) หรือเสียงแตก (Distortion/Overdrive)

ประเภทตามลักษณะทางกายภาพ

  • แอมป์คอมโบ (Combo Amplifier): เป็นรูปแบบที่รวมเอาปรีแอมป์ พาวเวอร์แอมป์ และลำโพง ไว้ในตู้เดียวกัน มักทำจากไม้เพื่อให้ได้คุณภาพเสียงที่ดี เหมาะสำหรับการพกพาและการใช้งานในระดับเริ่มต้นถึงระดับกลาง
  • แอมป์หัวแยก (Head): คือเครื่องขยายเสียงที่ไม่มีลำโพงในตัว ผู้ใช้ต้องนำไปเชื่อมต่อกับตู้ลำโพง (Speaker Cabinet) แยกต่างหาก รูปแบบนี้มักให้กำลังขับที่สูงกว่าและมีความยืดหยุ่นในการเลือกขนาดลำโพง

ประเภทของเครื่องขยายเสียงตามเครื่องดนตรี

เครื่องขยายเสียงถูกออกแบบมาให้เหมาะสมกับย่านความถี่ของเครื่องดนตรีแต่ละชนิด เพื่อให้ได้คุณภาพเสียงที่ดีที่สุดและป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับลำโพง

เครื่องขยายเสียงสำหรับกีตาร์ (Guitar Amplifiers)

แอมป์กีตาร์ทำหน้าที่ขยายสัญญาณจากปิ๊กอัพ (Pickup) ของกีตาร์ไฟฟ้า ซึ่งทำงานด้วยหลักการเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้า

แอมป์กีตาร์ไฟฟ้า
เครื่องขยายเสียงสำหรับกีตาร์ไฟฟ้า

แอมป์สไตล์วินเทจ (Standard/Tweed Amps)

แอมป์ประเภทนี้ เช่น Fender Bassman มักเป็นที่นิยมในกลุ่มนักดนตรีแนวบลูส์ (Blues) และคันทรี (Country) ให้เสียงที่อบอุ่นและมีความเป็นธรรมชาติ โดยมักมีการตัดย่านความถี่สูงที่ 5 kHz และย่านความถี่ต่ำที่ 60–100 Hz เพื่อลดเสียงที่บวมเกินไป

แอมป์กีตาร์สไตล์ทวีด
แอมป์กีตาร์สไตล์ทวีดที่ให้เสียงแบบวินเทจ

แอมป์สำหรับฮาร์ดร็อกและเฮฟวี่เมทัล (Hard Rock and Heavy Metal Amps)

แอมป์ประเภทนี้ เช่น ยี่ห้อ Marshall มักถูกออกแบบมาให้มีกำลังขับสูงและสามารถสร้างเสียงแตก (Distortion) ที่ดุดัน เหมาะสำหรับดนตรีแนวร็อกและเมทัล มักใช้ตู้ลำโพงแบบปิด (Closed-back cabinet) เพื่อให้เสียงเบสที่กระชับและพุ่ง

ตู้แอมป์ Marshall แบบ Stack
การจัดวางแอมป์แบบ Stack ที่ใช้หัวแอมป์วางบนตู้ลำโพงขนาดใหญ่

ความแตกต่างระหว่างแอมป์เครื่องดนตรีและแอมป์ Hi-Fi

ความแตกต่างที่สำคัญคือ แอมป์ Hi-Fi หรือระบบประกาศ (PA System) ถูกออกแบบมาเพื่อถ่ายทอดเสียงให้เที่ยงตรงที่สุดโดยไม่มีการบิดเบือน (Distortion) ในขณะที่ เครื่องขยายเสียงสำหรับเครื่องดนตรี มักถูกออกแบบมาเพื่อสร้าง "สีสัน" ของเสียง (Tonal Coloration) และในหลายกรณี การสร้างเสียงแตก (Distortion) ถือเป็นส่วนหนึ่งของศิลปะในการสร้างเสียงดนตรีที่ต้องการ

คำถามที่พบบ่อย

แอมป์คอมโบกับแอมป์หัวแยกแตกต่างกันอย่างไร?

แอมป์คอมโบ (Combo) คือเครื่องขยายเสียงที่รวมเอาวงจรขยายเสียงและลำโพงไว้ในตู้เดียวกัน พกพาสะดวก ส่วนแอมป์หัวแยก (Head) คือเฉพาะส่วนวงจรขยายเสียงที่ต้องนำไปต่อกับตู้ลำโพงแยกต่างหาก ซึ่งมักให้กำลังขับสูงกว่าและยืดหยุ่นกว่า

ทำไมต้องใช้แอมป์เฉพาะสำหรับกีตาร์หรือเบส ไม่ใช้แอมป์ทั่วไป?

เพราะเครื่องดนตรีแต่ละชนิดมีช่วงความถี่เสียงที่แตกต่างกัน แอมป์เฉพาะทางถูกออกแบบมาให้ตอบสนองต่อย่านความถี่นั้น ๆ ได้ดีที่สุด และมีวงจรปรับแต่งเสียง (EQ) ที่เหมาะสมกับเครื่องดนตรีชนิดนั้น

เสียงแตก (Distortion) ในแอมป์เครื่องดนตรีเกิดจากอะไร?

เกิดจากการเร่งสัญญาณในส่วนของปรีแอมป์หรือพาวเวอร์แอมป์จนเกินขีดจำกัดที่วงจรจะรับได้ (Clipping) ซึ่งในแอมป์เครื่องดนตรีถือเป็นคุณลักษณะที่ต้องการเพื่อสร้างเอกลักษณ์ของเสียงในแนวเพลงร็อกหรือเมทัล