รถไฟระหว่างเมือง การเดินทางที่เชื่อมต่อเมืองใหญ่ด้วยความเร็วและสะดวกสบาย
สรุปใจความสำคัญ
- รถไฟระหว่างเมืองเน้นการเชื่อมต่อเมืองใหญ่ด้วยความเร็วสูงและมีจุดจอดจำกัด
- ระยะทาง 100-500 กิโลเมตรเป็นช่วงที่รถไฟระหว่างเมืองสามารถแข่งขันกับเครื่องบินและรถยนต์ได้ดีที่สุด
- ในยุโรป คำว่า InterCity เป็นแบรนด์ที่ใช้เรียกเครือข่ายรถไฟด่วนระยะไกลที่ได้มาตรฐานความเร็วและความสะดวกสบาย
รถไฟระหว่างเมืองคือบริการรถไฟด่วนที่เชื่อมต่อเมืองต่างๆ ในระยะทางที่ไกลกว่ารถไฟชานเมืองหรือรถไฟภูมิภาค โดยเน้นการให้บริการที่รวดเร็ว มีจุดจอดจำกัด และมีตู้โดยสารที่สะดวกสบายสำหรับการเดินทางระยะไกล ซึ่งแตกต่างจากรถไฟท้องถิ่นที่จอดทุกสถานี

ความเร็วของรถไฟระหว่างเมือง
ความเร็วของรถไฟระหว่างเมืองมีความหลากหลายมาก โดยเริ่มตั้งแต่ 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในพื้นที่ภูเขาหรือบนรางที่ยังไม่ได้รับการพัฒนา ไปจนถึง 200–350 กิโลเมตรต่อชั่วโมงบนรางที่สร้างขึ้นใหม่หรือได้รับการปรับปรุง ส่งผลให้รถไฟระหว่างเมืองบางประเภทอาจถูกจัดอยู่ในกลุ่มรถไฟความเร็วสูง (High-speed rail) หรือรถไฟความเร็วสูงระดับกลาง (Higher-speed rail)
เพื่อให้สามารถแข่งขันกับรถยนต์และรถบัสได้ ความเร็วเฉลี่ยของบริการรถไฟระหว่างเมืองควรจะสูงกว่า 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ระยะทางในการเดินทาง
ระยะทางของการเดินทางด้วยรถไฟระหว่างเมืองมักจะแบ่งออกเป็นระดับต่างๆ ดังนี้:
- 50–100 กิโลเมตร: เป็นระยะทางสั้นๆ ซึ่งในบางประเทศ เช่น เบลเยียม อิสราเอล เนเธอร์แลนด์ และสวิตเซอร์แลนด์ ระยะทางระดับนี้อาจมีรูปแบบการให้บริการที่คล้ายกับรถไฟภูมิภาค
- 100–500 กิโลเมตร: เป็นระยะทางที่พบบ่อยที่สุด และเป็นช่วงที่รถไฟสามารถแข่งขันกับทางหลวงและเที่ยวบินระยะสั้นได้ดีที่สุด โดยเฉพาะการเดินทางที่ใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง เช่น เส้นทางลอนดอน-เบอร์มิงแฮม หรือปารีส-ลียง
- 500–1,000 กิโลเมตร: ในระยะทางนี้ การเดินทางทางอากาศมักจะเข้ามาแทนที่ แต่การพัฒนารถไฟความเร็วสูงช่วยให้รถไฟกลับมามีบทบาทสำคัญอีกครั้ง เช่น TGV ของฝรั่งเศส (ปารีส-มาร์เซย) หรือชินคันเซ็นของญี่ปุ่น (โตเกียว-อาโอโมริ) สำหรับรถไฟแบบดั้งเดิม มักจะเป็นรถไฟนอนเพื่อให้ผู้โดยสารได้พักผ่อน
- 1,000 กิโลเมตรขึ้นไป: ในประเทศที่มีพื้นที่กว้างขวาง เช่น จีน อินเดีย และรัสเซีย รถไฟนอนระยะไกลยังคงเป็นที่นิยมอย่างมาก ในขณะที่ประเทศอื่นๆ อาจใช้เพื่อการท่องเที่ยวหรือการเดินทางที่เน้นความหรูหรา เช่น บริการของ Amtrak ในสหรัฐอเมริกา หรือ Via Rail ในแคนาดา
การให้บริการในระดับสากล
รถไฟระหว่างเมืองมักมีการให้บริการข้ามพรมแดน โดยเฉพาะในยุโรปเนื่องจากความใกล้ชิดของประเทศต่างๆ เช่น บริการ Eurostar และ EuroCity ซึ่งคำว่า "InterCity" มักถูกใช้เป็นชื่อแบรนด์อย่างเป็นทางการสำหรับเครือข่ายรถไฟที่เน้นความเร็วและความสะดวกสบาย ซึ่งเริ่มต้นในสหราชอาณาจักรในช่วงทศวรรษ 1960 และถูกนำไปใช้แพร่หลายในเวลาต่อมา
ตัวอย่างการให้บริการในภูมิภาคต่างๆ
แอฟริกา
แม้ว่าระบบรางในแอฟริกายังคงอยู่ในช่วงพัฒนา แต่หลายประเทศมีบริการระหว่างเมืองที่สำคัญ เช่น:
- แอลจีเรีย: SNTF
- อียิปต์: Egyptian National Railways
- เคนยา: Mombasa-Nairobi Standard Gauge Railway
- โมร็อกโก: ONCF
- ไนจีเรีย: Nigerian Railway Corporation
- แอฟริกาใต้: Shosholoza Meyl
- ตูนิเซีย: SNCFT
เอเชีย
ในเอเชีย โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออก เช่น จีน มีการพัฒนารถไฟความเร็วสูงที่เชื่อมต่อเมืองใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น เส้นทางปักกิ่ง-เซี่ยงไฮ้ ซึ่งช่วยลดเวลาการเดินทางระยะไกลได้อย่างมหาศาล
คำถามที่พบบ่อย
รถไฟระหว่างเมืองแตกต่างจากรถไฟชานเมืองอย่างไร?
รถไฟระหว่างเมืองเน้นการเดินทางระยะไกลระหว่างเมืองใหญ่ มีจุดจอดน้อยกว่า และมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่สะดวกสบายกว่า ในขณะที่รถไฟชานเมืองเน้นการเดินทางระยะสั้นภายในเมืองหรือรอบๆ เมือง และจอดทุกสถานี
ความเร็วของรถไฟระหว่างเมืองคือเท่าไหร่?
ความเร็วมีความหลากหลายมาก ตั้งแต่ 50 กม./ชม. ในพื้นที่ทุรกันดาร ไปจนถึง 350 กม./ชม. สำหรับรถไฟความเร็วสูงบนรางที่ได้รับการพัฒนาแล้ว
ระยะทางใดที่การเดินทางด้วยรถไฟระหว่างเมืองคุ้มค่าที่สุด?
โดยทั่วไป ระยะทางระหว่าง 100 ถึง 500 กิโลเมตร เป็นช่วงที่รถไฟระหว่างเมืองมีความสามารถในการแข่งขันสูงที่สุดเมื่อเทียบกับโหมดการขนส่งอื่นๆ