การเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ตในนิวซีแลนด์
สรุปใจความสำคัญ
- ระบบ DCEFS ของนิวซีแลนด์เน้นการกรองเนื้อหาที่เกี่ยวกับการแสวงหาประโยชน์จากเด็กเป็นหลัก
- การเข้าร่วมระบบการกรองข้อมูลของ ISP เป็นแบบสมัครใจ เนื่องจากข้อจำกัดทางกฎหมายที่ไม่สามารถบังคับบล็อกเนื้อหาในต่างประเทศได้
- ระบบใช้โปรโตคอล BGP ในการดึงทราฟฟิกของเว็บไซต์ที่ถูกสั่งห้ามมายังเซิร์ฟเวอร์ของกระทรวงกิจการภายใน (DIA)
- ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตรายใหญ่ในนิวซีแลนด์ครอบคลุมการใช้งานระบบนี้มากกว่า 75% ของตลาด
การเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ตในนิวซีแลนด์ หมายถึง ระบบการกรองการรับส่งข้อมูลบนเครือข่ายที่รัฐบาลนิวซีแลนด์นำมาใช้เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใช้งานเข้าถึงเว็บไซต์หรือเนื้อหาบางประเภทที่ถูกกำหนดไว้ โดยเป้าหมายหลักของระบบการกรองนี้คือเนื้อหาที่แสดงถึงการล่วงละเมิดทางเพศหรือการแสวงหาประโยชน์จากเด็กและเยาวชน ซึ่งดำเนินการโดยกระทรวงกิจการภายใน (Department of Internal Affairs - DIA) ภายใต้ชื่อระบบ Digital Child Exploitation Filtering System (DCEFS) โดยการเข้าร่วมระบบนี้เป็นแบบสมัครใจสำหรับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISPs)
ประวัติและการพัฒนา
รัฐสภานิวซีแลนด์ได้ผ่านกฎหมาย Films, Videos, and Publications Classification Act 1993 ซึ่งมอบหมายให้กระทรวงกิจการภายใน (DIA) มีหน้าที่จำกัดเนื้อหาที่น่ารังเกียจ (Objectionable content) ภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรกกฎหมายฉบับนี้ยังไม่มีข้อกำหนดที่ครอบคลุมถึงเนื้อหาบนอินเทอร์เน็ต จนกระทั่งในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2005 รัฐสภาได้แก้ไขกฎหมายเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISPs) ถูกดำเนินคดีในกรณีที่ผู้ใช้งานส่งต่อเนื้อหาที่น่ารังเกียจ
ในช่วงปี 2009 เกิดความเปลี่ยนแปลงในเชิงนโยบาย โดยในเดือนมีนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศในขณะนั้นระบุว่ารัฐบาลไม่มีแผนที่จะนำระบบการเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ตมาใช้ตามแบบอย่างของออสเตรเลีย แต่ในเดือนกรกฎาคมปีเดียวกัน มีรายงานว่า DIA มีแผนจะนำระบบการกรองข้อมูลมาใช้โดยใช้ซอฟต์แวร์จากประเทศสวีเดน ซึ่งมีมูลค่าโครงการ 150,000 ดอลลาร์
ในเดือนมีนาคม 2010 กระทรวงกิจการภายในประกาศว่าระบบการกรองข้อมูลเริ่มใช้งานจริงแล้ว แม้จะมีการคัดค้านจากกลุ่ม Tech Liberty NZ แต่ทาง DIA ยืนยันว่าผลการทดสอบตลอดสองปีแสดงให้เห็นว่าระบบดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อความเร็วหรือเสถียรภาพของอินเทอร์เน็ต
เหตุการณ์สำคัญอื่น ๆ ได้แก่ ในเดือนมีนาคม 2019 ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตรายใหญ่ในนิวซีแลนด์และออสเตรเลียได้ร่วมกันเซ็นเซอร์เว็บไซต์หลายแห่งที่เผยแพร่ภาพเหตุการณ์กราดยิงที่มัสยิดในเมืองไครสต์เชิร์ช เช่น Kiwi Farms, 4chan, 8chan และ LiveLeak และในเดือนมิถุนายน 2024 ระบบ DCEFS ได้รับการอัปเกรดเพื่อนำระบบการกรองของ Internet Watch Foundation มาปรับใช้
รายละเอียดทางเทคนิค

กระทรวงกิจการภายใน (DIA) จัดเก็บรายการ URL และที่อยู่ IP ของเว็บไซต์ที่ถูกสั่งห้ามไว้ในเซิร์ฟเวอร์ NetClean WhiteBox โดยในปี 2009 มีเว็บไซต์ในรายการนี้มากกว่า 7,000 แห่ง DIA ใช้โปรโตคอล Border Gateway Protocol (BGP) เพื่อแจ้งให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISPs) ทราบว่า DIA มีเส้นทางการเชื่อมต่อที่ดีที่สุดไปยังที่อยู่ IP เหล่านั้น
เมื่อผู้ใช้พยายามเข้าถึงเว็บไซต์ที่อยู่ในรายการสั่งห้าม ISP จะส่งข้อมูลผ่านเส้นทางที่ DIA กำหนด ซึ่งจะทำให้การเชื่อมต่อถูกบล็อกโดยเซิร์ฟเวอร์ WhiteBox และผู้ใช้จะเห็นหน้าแจ้งเตือนการกรองข้อมูล พร้อมตัวเลือกในการขอคำปรึกษาหรือยื่นอุทธรณ์การสั่งห้ามแบบไม่ระบุตัวตน
หากเว็บไซต์ที่ผู้ใช้เข้าถึงไม่ได้อยู่ในรายการสั่งห้าม DIA จะส่งผ่านข้อมูลไปยังเว็บไซต์ปลายทางอย่างโปร่งใส โดยที่ผู้ใช้จะไม่ทราบว่าคำขอถูกตรวจสอบ
ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตที่เข้าร่วม
ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตรายใหญ่ในนิวซีแลนด์หลายราย ได้แก่ Spark New Zealand, One NZ, 2degrees, Compass, Kordia, Maxnet, Now และ Xtreme Networks ได้เข้าร่วมระบบ DCEFS ซึ่งข้อมูลในปี 2017 ระบุว่าผู้ให้บริการเหล่านี้ครอบคลุมส่วนแบ่งตลาดในประเทศมากกว่า 75% และครอบคลุมผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งหมด 100%
ฐานอำนาจทางกฎหมาย
กฎหมาย Films, Videos, and Publications Classification Act 1993 (FVPC Act) ให้อำนาจ DIA ในการจำกัดเนื้อหาที่น่ารังเกียจ ซึ่งรวมถึงการยึดสิ่งพิมพ์ที่กระทำความผิด ซึ่งต่อมาถูกตีความให้ครอบคลุมถึงรูปภาพและวิดีโอออนไลน์
อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก FVPC Act ไม่สามารถบังคับให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตบล็อกเนื้อหาที่โฮสต์อยู่ในต่างประเทศได้ ทำให้ DIA ไม่สามารถสร้างระบบการกรองข้อมูลแบบบังคับ (Compulsory filter) ได้ ด้วยเหตุนี้ DIA จึงเลือกจำกัดขอบเขตการกรองข้อมูลเฉพาะเนื้อหาที่เกี่ยวกับการแสวงหาประโยชน์จากเด็ก ซึ่งเป็นประเด็นที่ได้รับความสนับสนุนจากสาธารณชนอย่างกว้างขวาง
มุมมองและการสนับสนุน
DIA ระบุว่าเป้าหมายของระบบ DCEFS คือการป้องกันไม่ให้ผู้ล่าเด็กเข้าถึงรูปภาพการล่วงละเมิดเด็ก และลดการแพร่กระจายของเนื้อหาดังกล่าว โดยมีการอ้างถึงสถิติการบล็อกข้อมูลมากกว่าหนึ่งล้านครั้งต่อเดือนเพื่อเป็นหลักฐานถึงความจำเป็นของระบบนี้ นอกจากนี้ DIA ยังระบุว่าระบบนี้ช่วยให้ความรู้แก่ผู้ใช้และป้องกันไม่ให้ผู้ใช้ทั่วไปเข้าถึงเนื้อหาที่รุนแรงโดยไม่ตั้งใจ
คำถามที่พบบ่อย
ระบบ DCEFS คืออะไร?
DCEFS หรือ Digital Child Exploitation Filtering System คือระบบการกรองข้อมูลอินเทอร์เน็ตที่ดำเนินการโดยกระทรวงกิจการภายในของนิวซีแลนด์ เพื่อป้องกันการเข้าถึงเนื้อหาที่เกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศและการแสวงหาประโยชน์จากเด็ก
การเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ตในนิวซีแลนด์เป็นแบบบังคับหรือไม่?
ไม่เป็นแบบบังคับ สำหรับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISPs) การเข้าร่วมระบบ DCEFS เป็นแบบสมัครใจ เนื่องจากกฎหมายปัจจุบันไม่ให้อำนาจ DIA ในการบังคับให้บล็อกเนื้อหาที่โฮสต์อยู่ในต่างประเทศ
ระบบการกรองข้อมูลทำงานอย่างไรในทางเทคนิค?
ระบบใช้โปรโตคอล Border Gateway Protocol (BGP) เพื่อให้ ISP ส่งข้อมูลของผู้ใช้ที่พยายามเข้าถึงเว็บไซต์ที่ถูกสั่งห้ามไปยังเซิร์ฟเวอร์ของ DIA ซึ่งจะทำการบล็อกการเชื่อมต่อและแสดงหน้าแจ้งเตือน
เนื้อหาประเภทใดที่ถูกบล็อกโดยระบบนี้?
เป้าหมายหลักคือเนื้อหาที่แสดงถึงการล่วงละเมิดทางเพศหรือการแสวงหาประโยชน์จากเด็กและเยาวชน
ผู้ใช้สามารถทำอย่างไรหากเว็บไซต์ถูกบล็อก?
เมื่อผู้ใช้พบหน้าแจ้งเตือนการกรองข้อมูล พวกเขาสามารถเลือกขอคำปรึกษาหรือยื่นอุทธรณ์การสั่งห้ามเข้าถึงเว็บไซต์นั้นแบบไม่ระบุตัวตนได้


