เลขการขนส่งไอออน
สรุปใจความสำคัญ
- เลขการขนส่งไอออนคือสัดส่วนของกระแสไฟฟ้าในอิเล็กโทรไลต์ที่นำโดยไอออนชนิดหนึ่ง
- ผลรวมของเลขการขนส่งไอออนของไอออนทุกชนิดในสารละลายต้องเท่ากับ 1 เสมอ
- ความแตกต่างของเลขการขนส่งไอออนเกิดจากความคล่องตัวทางไฟฟ้า (Mobility) ที่แตกต่างกันของไอออน
- มีความสำคัญอย่างมากในการพัฒนาแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนเพื่อลดการเกิดความแตกต่างของความเข้มข้น
ในทางเคมี เลขการขนส่งไอออน (Ion transport number) หรือเรียกอีกอย่างว่า เลขการส่งผ่าน (Transference number) คือสัดส่วนของกระแสไฟฟ้าทั้งหมดที่ไหลผ่านสารละลายอิเล็กโทรไลต์ ซึ่งถูกนำพาโดยไอออนชนิดใดชนิดหนึ่งโดยเฉพาะ (species $i$)

ปัจจัยที่มีผลต่อเลขการขนส่งไอออน
ความแตกต่างของเลขการขนส่งไอออนเกิดจากความแตกต่างใน ความคล่องตัวทางไฟฟ้า (Electrical mobility) ของไอออนแต่ละชนิด ตัวอย่างเช่น ในสารละลายโซเดียมคลอไรด์ (NaCl) ในน้ำ กระแสไฟฟ้าส่วนใหญ่จะถูกนำพาโดยคลอไรด์ไอออน (แอนไอออน) มากกว่าโซเดียมไอออน (แคตไอออน) เนื่องจากคลอไรด์ไอออนสามารถเคลื่อนที่ได้เร็วกว่า หรือมีความคล่องตัวสูงกว่านั่นเอง
กฎสำคัญคือ ผลรวมของเลขการขนส่งไอออนของไอออนทุกชนิดในสารละลายจะต้องเท่ากับ 1 เสมอ

ความสัมพันธ์กับค่าการนำไฟฟ้า
ที่ความเข้มข้นเป็นศูนย์ (Zero concentration) เลขการขนส่งไอออนจำกัด (Limiting ion transport numbers) สามารถแสดงได้ในรูปของค่าการนำไฟฟ้าโมลาร์จำกัด (Limiting molar conductivities) ของแคตไอออน ($\lambda_0^+$), แอนไอออน ($\lambda_0^-$) และอิเล็กโทรไลต์ ($\Lambda_0$)



โดยมีสูตรคำนวณดังนี้:


เมื่อ $\nu^+$ และ $\nu^-$ คือจำนวนของแคตไอออนและแอนไอออนต่อหนึ่งหน่วยสูตรของอิเล็กโทรไลต์



ความสำคัญในทางปฏิบัติ
ในอุปกรณ์ที่ใช้ไอออนชนิดเดียว (Single-ion devices) เช่น แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน การมีเลขการขนส่งของไอออนที่นำประจุ (เช่น $\text{Li}^+$) เข้าใกล้ 1 มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากจะช่วยป้องกันการเกิด ความแตกต่างของความเข้มข้น (Concentration gradients) ในระหว่างรอบการชาร์จและคายประจุ ทำให้ความเข้มข้นของอิเล็กโทรไลต์คงที่ และช่วยให้สามารถใช้ประโยชน์จากวัสดุที่มีฤทธิ์ทางไฟฟ้าในขั้วไฟฟ้าที่มีรูพรุนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น แม้ว่าค่าการนำไฟฟ้าของอิเล็กโทรไลต์จะลดลงก็ตาม
การวัดผลทางทดลอง
มีเทคนิคการวัดเลขการขนส่งไอออนหลายวิธี โดยวิธีที่สำคัญ ได้แก่:
- วิธีของฮิตทอร์ฟ (Hittorf method): พัฒนาโดย โยฮันน์ วิลเฮล์ม ฮิตทอร์ฟ (Johann Wilhelm Hittorf) ในปี ค.ศ. 1853 โดยอาศัยการสังเกตการเปลี่ยนแปลงความเข้มข้นของสารละลายอิเล็กโทรไลต์บริเวณขั้วไฟฟ้า
- วิธีขอบเขตเคลื่อนที่ (Moving boundary method): เป็นการวัดความเร็วในการเคลื่อนที่ของขอบเขตระหว่างสารละลายสองชนิดที่ถูกขับเคลื่อนด้วยกระแสไฟฟ้า
รายละเอียดวิธีของฮิตทอร์ฟ
วิธีนี้ใช้เซลล์ที่มี 3 ส่วน คือ ส่วนของแอนโหนด ส่วนกลาง และส่วนของแคโทด การวัดการเปลี่ยนแปลงความเข้มข้นในส่วนของแอนโหนดและแคโทดจะทำให้ทราบค่าเลขการขนส่งไอออน
ตัวอย่างเช่น ในการแยกสลายด้วยไฟฟ้าของสารละลายคอปเปอร์(II) ซัลเฟต ($\text{CuSO}_4$) ที่แคโทดจะเกิดปฏิกิริยารีดักชันของ $\text{Cu}^{2+}$ กลายเป็น $ ext{Cu(s)}$ เมื่อกระแสไฟฟ้าจำนวน $Q$ คูลอมบ์ไหลผ่าน จะทำให้ $\text{Cu}^{2+}$ ลดลงจำนวน $Q/2F$ โมล โดยที่ $F$ คือค่าคงที่ของฟาราเดย์

เนื่องจาก $\text{Cu}^{2+}$ นำกระแสไฟฟ้าเป็นสัดส่วน $t_+$ ดังนั้นปริมาณ $\text{Cu}^{2+}$ ที่ไหลเข้าสู่ส่วนแคโทดคือ $t_+(Q/2F)$ โมล ส่งผลให้มีความเข้มข้นของ $\text{Cu}^{2+}$ ลดลงสุทธิเท่ากับ $(1-t_+)(Q/2F) = t_-(Q/2F)$ โมล ซึ่งสามารถวัดได้ด้วยการวิเคราะห์ทางเคมี
คำถามที่พบบ่อย
เลขการขนส่งไอออนคืออะไร?
คือสัดส่วนของกระแสไฟฟ้าทั้งหมดที่ไหลผ่านสารละลายอิเล็กโทรไลต์ ซึ่งถูกนำพาโดยไอออนชนิดใดชนิดหนึ่งโดยเฉพาะ
ทำไมไอออนแต่ละชนิดถึงมีเลขการขนส่งไม่เท่ากัน?
เพราะไอออนแต่ละชนิดมีความคล่องตัวทางไฟฟ้า (Electrical mobility) แตกต่างกัน ไอออนที่เคลื่อนที่ได้เร็วกว่าจะมีเลขการขนส่งสูงกว่า
เลขการขนส่งไอออนมีความสำคัญอย่างไรในแบตเตอรี่?
ในแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน หากเลขการขนส่งของ $\text{Li}^+$ เข้าใกล้ 1 จะช่วยลดการเกิดความแตกต่างของความเข้มข้นของอิเล็กโทรไลต์ระหว่างการชาร์จและคายประจุ ทำให้แบตเตอรี่ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
วิธีของฮิตทอร์ฟใช้หลักการอะไรในการวัด?
ใช้หลักการวัดการเปลี่ยนแปลงความเข้มข้นของสารละลายอิเล็กโทรไลต์บริเวณขั้วไฟฟ้าหลังจากผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปในระบบ
ผลรวมของเลขการขนส่งไอออนในสารละลายหนึ่งๆ เป็นเท่าใด?
ผลรวมของเลขการขนส่งไอออนของไอออนทุกชนิดในสารละลายนั้นจะต้องเท่ากับ 1 เสมอ
