← กลับไปยังบทความทั้งหมด

Jacobus Vaet คีตกวีผู้บุกเบิกดนตรีโพลีโฟนีในยุคเรเนซองส์

สรุปใจความสำคัญ

  • Jacobus Vaet เป็นคีตกวีชาวฟลามิชในยุคเรเนซองส์ที่ทำงานในราชสำนักของจักรพรรดิ Maximilian II
  • เขาเป็นผู้บุกเบิกการใช้ Missa quodlibetica ซึ่งเป็นการนำทำนองที่คุ้นเคยหลายทำนองมาใช้พร้อมกันในเพลงมิสซา
  • สไตล์ดนตรีของเขาโดดเด่นด้วยการใช้ cross-relations และทางเดินคอร์ดแบบ circle of fifths ซึ่งล้ำสมัยในยุคของเขา

Jacobus Vaet (ประมาณปี ค.ศ. 1529 – 8 มกราคม 1567) เป็นคีตกวีชาวฟลามิชผู้มีชื่อเสียงในยุคเรเนซองส์ เขาเป็นตัวแทนของคนรุ่นที่อยู่ระหว่าง Josquin และ Palestrina โดยมีผลงานการประพันธ์เพลงโพลีโฟนี (Polyphony) ที่มีความลื่นไหลและใช้การเลียนแบบ (Imitation) อย่างแพร่หลาย

ประวัติชีวิต

ต้นกำเนิดของ Vaet ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเขาเกิดที่เมือง Kortrijk หรือ Harelbeke แต่จากผลงาน Modulationes (1562) เขาเรียกตัวเองว่า "ชาวฟลามิช" และในเวลาต่อมาเขาเรียกตัวเองว่า "ชาวเบลเยียม" ซึ่งยืนยันได้ว่าเขามาจากดินแดนต่ำ (Low Countries)

บันทึกทางประวัติศาสตร์ครั้งแรกปรากฏที่เมือง Kortrijk ในปี 1543 ขณะที่เขามีอายุ 13 ปี โดยเขาได้รับเข้าทำงานเป็นนักร้องในโบสถ์ Onze-Lieve-Vrouwekerk (โบสถ์แห่งพระแม่มารีย์) ต่อมาในปี 1547 เขาเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัย Leuven และในปี 1550 เขาได้เข้าทำงานในราชสำนักของจักรพรรดิ Charles V ในตำแหน่งนักร้องเสียงเทเนอร์ในคณะประสานเสียงของโบสถ์

ในปี 1554 Vaet ได้รับแต่งตั้งเป็น Kapellmeister (หัวหน้าคณะนักร้อง) ให้กับจักรพรรดิ Maximilian II และดำรงตำแหน่งนี้จนกระทั่งเสียชีวิต จักรพรรดิ Maximilian II ทรงโปรดปราน Vaet เป็นอย่างมาก โดยทรงบันทึกความโศกเศร้าในไดอารี่ส่วนพระองค์ และทรงให้คีตกวีชื่อดังในวงสังคมของพระองค์ประพันธ์เพลงไว้อาลัยให้แก่เขา

ดนตรีและอิทธิพล

สไตล์การประพันธ์เพลงของ Vaet ได้รับอิทธิพลจาก Nicolas Gombert ซึ่งเน้นความลื่นไหลของโพลีโฟนี รวมถึงเพื่อนของเขาอย่าง Clemens non Papa และ Lassus

สิ่งที่ทำให้ดนตรีของ Vaet โดดเด่นคือการใช้ cross-relations (การใช้โน้ตที่มีระดับเสียงต่างกันเล็กน้อยในเวลาใกล้เคียงกัน) ซึ่งสร้างความรู้สึกที่จัดจ้านและขัดแย้งกันในทางเสียง ซึ่งแตกต่างจากสไตล์ของ Palestrina อย่างสิ้นเชิง นอกจากนี้ เขายังมักจะจบเพลงด้วยคอร์ดไมเนอร์ (Minor Triads) ซึ่งเป็นเรื่องที่หาได้ยากมากในช่วงกลางศตวรรษที่ 16 ถึงกลางศตวรรษที่ 17

อีกหนึ่งเอกลักษณ์คือการใช้ทางเดินคอร์ดแบบ circle of fifths (วงจรคู่ห้า) และการจบเพลงแบบ dominant-tonic ซึ่งเป็นลักษณะที่บ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงของดนตรีที่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายศตวรรษนั้น โดยอิทธิพลนี้อาจมาจาก Lassus หรือดนตรีโพลีโฟนีของสเปน เช่น ผลงานของ Guerrero ซึ่งทำงานในราชสำนักเดียวกัน

นวัตกรรมและการลอกเลียน

Vaet เป็นคนแรกที่ประพันธ์เพลง Missa quodlibetica ซึ่งเป็นมิสซาห้าเสียงที่รวบรวมเอาทำนองที่คุ้นเคยจากทั้งแหล่งข้อมูลทางศาสนาและทางโลกมานำเสนอพร้อมกัน นอกจากนี้ เขายังมีการหยิบยืมบางส่วนของบทเพลงจากเพื่อนร่วมงานและรุ่นพี่ เช่น Josquin, Jean Mouton, Jacquet of Mantua, Clemens non Papa และ Cipriano de Rore มาใช้ในผลงานของเขา

ผลงานที่หลงเหลืออยู่

Vaet ประพันธ์เพลงมิสซาที่สมบูรณ์ไว้ 9 บท รวมถึงเพลง Requiem ซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่บทเพลงที่เขียนขึ้นก่อนกลางศตวรรษที่ 16 นอกจากนี้เขายังมีผลงานโมเท็ต (Motets) ทั้งทางศาสนาและทางโลก รวมถึง Magnificat และ Salve Regina อีกอย่างละ 8 บท และเพลงชองซอง (Chansons) ในภาษาฝรั่งเศส รวมถึงเพลง "Vater unser im Himmelreich" ในภาษาเยอรมัน

สรุปจำนวนผลงาน

ประเภทผลงานจำนวน
มิสซา (Masses)10 บท
แมกนิฟิแคต (Magnificats)8 บท
โมเท็ต (Motets)66 บท
เพลงสวด (Hymns)8 บท
Salve Reginas8 บท
ชองซอง (Chansons)3 บท

คำถามที่พบบ่อย

Jacobus Vaet มีความสำคัญอย่างไรในประวัติศาสตร์ดนตรี?

เขามีความสำคัญในฐานะคีตกวีผู้เชื่อมต่อระหว่างยุคของ Josquin และ Palestrina โดยนำเสนอเทคนิคการประพันธ์เพลงโพลีโฟนีที่ลื่นไหลและมีการใช้ทางเดินคอร์ดที่ส่งผลต่อดนตรีในยุคต่อมา

ลักษณะเด่นของดนตรีของ Jacobus Vaet คืออะไร?

ลักษณะเด่นคือการใช้ cross-relations เพื่อสร้างความขัดแย้งของเสียงที่จัดจ้าน และการจบเพลงด้วยคอร์ดไมเนอร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากในดนตรีทางศาสนาในยุคเรเนซองส์

Vaet ทำงานให้กับใครในราชสำนัก?

เขาเคยทำงานในราชสำนักของจักรพรรดิ Charles V และต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็น Kapellmeister ให้กับจักรพรรดิ Maximilian II