← กลับไปยังบทความทั้งหมด

เจมส์ สปิกเกลแมน อดีตประธานศาลฎีกาแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์และนักกฎหมายผู้ทรงอิทธิพล

สรุปใจความสำคัญ

  • ดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกาแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ ระหว่างปี ค.ศ. 1998-2011
  • เป็นผู้พิพากษาต่างชาติคนแรกที่ลาออกจากศาลอุทธรณ์สูงสุดของฮ่องกงในปี 2020 เพื่อประท้วงกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติของจีน
  • เป็นบุตรของผู้อยู่รอดจากเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว (Holocaust) และครอบครัวของเขาถูกกล่าวถึงในนวนิยายภาพเรื่อง Maus
  • เคยดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริหารของ ABC ออสเตรเลีย ระหว่างปี ค.ศ. 2012-2017

เจมส์ จาค็อบ สปิกเกลแมน (James Jacob Spigelman AC KC) เกิดเมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1946 เป็นอดีตผู้พิพากษาชาวออสเตรเลียผู้มีชื่อเสียง โดยดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกาแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ (Chief Justice of New South Wales) ระหว่างปี ค.ศ. 1998 ถึง 2011 และดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าการรัฐนิวเซาท์เวลส์ (Lieutenant-Governor of New South Wales) ระหว่างปี ค.ศ. 1998 ถึง 2012 นอกจากนี้ เขายังมีบทบาทสำคัญในระดับสากลโดยเป็นผู้พิพากษาไม่ประจำในศาลอุทธรณ์สูงสุดของฮ่องกง (Court of Final Appeal of Hong Kong) ตั้งแต่เดือนเมษายน ค.ศ. 2013 จนถึงเดือนกันยายน ค.ศ. 2020 และเคยดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริหารของบรรษัทแพร่ภาพกระจายเสียงออสเตรเลีย (Australian Broadcasting Corporation หรือ ABC) ระหว่างปี ค.ศ. 2012 ถึง 2017

ภาพพอร์ตเทรตของเจมส์ สปิกเกลแมน
เจมส์ สปิกเกลแมน ในบทบาทผู้พิพากษา

ชีวิตช่วงต้นและการศึกษา

สปิกเกลแมนเกิดที่เมืองโซสโนวิทซ์ ประเทศโปแลนด์ ในปี ค.ศ. 1946 และย้ายมาพำนักที่ประเทศออสเตรเลียพร้อมกับครอบครัวในปี ค.ศ. 1949 เขาเข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนประถมศึกษา Maroubra และโรงเรียนมัธยม Sydney Boys High School ก่อนจะเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีด้านศิลปศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยซิดนีย์ โดยได้รับเกียรตินิยมอันดับหนึ่งในสาขารัฐบาล และเกียรตินิยมอันดับสอง (Division 1) ในสาขาเศรษฐศาสตร์ จากนั้นเขาศึกษาต่อด้านกฎหมายและสำเร็จการศึกษาในปี ค.ศ. 1971 ด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่งและได้รับเหรียญทองมหาวิทยาลัย (University Medal)

ในช่วงวัยศึกษา สปิกเกลแมนมีบทบาทโดดเด่นด้านกิจกรรมทางสังคม โดยมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรม Freedom Ride ในปี ค.ศ. 1965 ซึ่งเป็นโครงการของนักศึกษาที่มุ่งเน้นการสร้างความตระหนักรู้ถึงปัญหาการเลือกปฏิบัติและความยากลำบากที่ชุมชนชาวพื้นเมืองในรัฐนิวเซาท์เวลส์ต้องเผชิญ นอกจากนี้ เขายังดำรงตำแหน่งประธานสภานักศึกษา (Students' Representative Council) ในปี ค.ศ. 1969 และเป็นตัวแทนนักศึกษาในสภาบริหารมหาวิทยาลัย (University Senate) ระหว่างปี ค.ศ. 1969 ถึง 1971

เส้นทางอาชีพทางกฎหมาย

ภาพเจมส์ สปิกเกลแมน ในช่วงการทำงานด้านกฎหมาย
เจมส์ สปิกเกลแมน ในช่วงเริ่มต้นอาชีพนักกฎหมาย

สปิกเกลแมนได้รับอนุญาตให้ประกอบวิชาชีพทนายความ (Solicitor) ในปี ค.ศ. 1972 และได้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาอาวุโสและเลขานุการส่วนตัวของนายกรัฐมนตรี กอฟ วิทแลม (Gough Whitlam) ระหว่างปี ค.ศ. 1972 ถึง 1975 ต่อมาในปี ค.ศ. 1975 เขาได้รับแต่งตั้งเป็นเลขาธิการกระทรวงสื่อ (Secretary of the Department of the Media)

ในปี ค.ศ. 1976 เขาได้รับอนุญาตให้เป็นทนายความว่าความ (Barrister) ในรัฐนิวเซาท์เวลส์ แต่ไม่ได้เริ่มปฏิบัติงานทันที โดยใช้เวลาช่วงหนึ่งเป็นสมาชิกของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายออสเตรเลีย (Australian Law Reform Commission) และเดินทางไปศึกษาดูงานในต่างประเทศ เมื่อเริ่มปฏิบัติงานว่าความอย่างเต็มตัว เขามีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษในด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายปกครอง และงานด้านศาลอุทธรณ์

ความก้าวหน้าในอาชีพของเขาเห็นได้ชัดจากการได้รับแต่งตั้งเป็น Queen's Counsel (QC) ในปี ค.ศ. 1986 และดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุดแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ (Solicitor-General of New South Wales) ในปี ค.ศ. 1997

บทบาทในตุลาการและการปฏิรูปศาล

ภาพเจมส์ สปิกเกลแมน ในชุดครุยผู้พิพากษา
เจมส์ สปิกเกลแมน ขณะดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกา

วันที่ 25 พฤษภาคม ค.ศ. 1998 นายกรัฐมนตรี บ็อบ คาร์ (Bob Carr) ได้แต่งตั้งให้สปิกเกลแมนดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกาแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ และรองผู้ว่าการรัฐนิวเซาท์เวลส์

ตลอดระยะเวลา 13 ปีในตำแหน่งประธานศาลฎีกา สปิกเกลแมนได้รับการยกย่องว่าสามารถปฏิรูประบบการทำงานของศาลให้มีความทันสมัย มีประสิทธิภาพ และเข้าถึงได้ง่ายขึ้น โดยเน้นการบริหารจัดการที่คุ้มค่าและลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น เพื่อให้ประชาชนได้รับความยุติธรรมอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

สปิกเกลแมนลาออกจากตำแหน่งประธานศาลฎีกาเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม ค.ศ. 2011 โดยมี ทอม บาเธอร์สท์ (Tom Bathurst QC) เข้ามาดำรงตำแหน่งแทน นอกจากนี้ เขายังเคยดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาในศาลฎีกาแห่งฟิจิอีกด้วย

การลาออกจากศาลอุทธรณ์สูงสุดของฮ่องกง

ในปี ค.ศ. 2013 สปิกเกลแมนได้รับแต่งตั้งเป็นผู้พิพากษาไม่ประจำในศาลอุทธรณ์สูงสุดของฮ่องกง อย่างไรก็ตาม ในเดือนกันยายน ค.ศ. 2020 เขาได้ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งก่อนกำหนด (เดิมมีวาระถึงปี ค.ศ. 2022) โดยระบุเหตุผลว่ามีความกังวลเกี่ยวกับกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติที่รัฐบาลจีนนำมาใช้ในฮ่องกง และการที่ผู้บริหารสูงสุดของฮ่องกงปฏิเสธหลักการแบ่งแยกอำนาจ (Separation of Powers) ซึ่งทำให้เขากลายเป็นผู้พิพากษาต่างชาติคนแรกที่ลาออกจากศาลแห่งนี้เพื่อประท้วงประเด็นดังกล่าว

การบริหารงานที่ ABC และบทบาททางสังคม

ในวันที่ 1 เมษายน ค.ศ. 2012 นายกรัฐมนตรี จูเลีย กิลลาร์ด (Julia Gillard) แต่งตั้งให้สปิกเกลแมนดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริหารของบรรษัทแพร่ภาพกระจายเสียงออสเตรเลีย (ABC) เป็นระยะเวลา 5 ปี โดยสิ้นสุดวาระในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2017

นอกเหนือจากงานด้านกฎหมาย สปิกเกลแมนยังมีความสนใจอย่างลึกซึ้งในด้านศิลปะและวัฒนธรรม โดยดำรงตำแหน่งสำคัญในองค์กรทางวัฒนธรรมหลายแห่ง เช่น ประธานสภาหอสมุดแห่งชาติออสเตรเลีย (National Library of Australia Council) ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2010, รองประธานหอศิลป์แห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ (Art Gallery of New South Wales) และประธานพิพิธภัณฑ์ศิลปะประยุกต์และวิทยาศาสตร์ (Museum of Applied Arts and Sciences)

ชีวิตส่วนตัวและภูมิหลังครอบครัว

สปิกเกลแมนเป็นชาวเยิวและเป็นบุตรของผู้อยู่รอดจากเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว (Holocaust) คือ กุสตาว่า และ มายลอค ซึ่งทั้งสองปรากฏอยู่ในนวนิยายภาพเรื่อง Maus ที่เขียนโดย อาร์ต สปิกเกลแมน (Art Spiegelman) ลูกพี่ลูกน้องของเขา ครอบครัวของสปิกเกลแมนเป็นเพียง 2 ใน 15 คนจากญาติทั้งหมด 72 คนที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว

เขาสมรสกับ อลิซ สปิกเกลแมน (Alice Spigelman AM) นักเขียนและนักจิตวิทยาคลินิก ผู้มีบทบาทสำคัญในองค์กรการกุศลและสังคมหลายแห่ง เช่น ประธานโครงการ Sculpture by the Sea

คำถามที่พบบ่อย

เจมส์ สปิกเกลแมน คือใคร?

เขาเป็นอดีตประธานศาลฎีกาแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย และอดีตประธานบอร์ด ABC ผู้มีบทบาทสำคัญในการปฏิรูประบบยุติธรรมและปกป้องหลักนิติธรรม

ทำไมเขาถึงลาออกจากศาลที่ฮ่องกง?

เขาลาออกในปี 2020 เนื่องจากมีความกังวลเกี่ยวกับกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติที่รัฐบาลจีนนำมาใช้ในฮ่องกง และการปฏิเสธหลักการแบ่งแยกอำนาจของรัฐบาลฮ่องกง

ความสัมพันธ์ของเขากับนวนิยายภาพเรื่อง Maus คืออะไร?

เขาเป็นลูกพี่ลูกน้องของ อาร์ต สปิกเกลแมน ผู้เขียนเรื่อง Maus และพ่อแม่ของเขาเป็นผู้อยู่รอดจากเหตุการณ์ฆ่าล้างเผพันธุ์ชาวยิว ซึ่งถูกนำมาเขียนเป็นเรื่องราวในหนังสือเล่มนี้

เขาเคยมีบทบาทในกิจกรรมทางสังคมช่วงเรียนมหาวิทยาลัยอย่างไร?

เขาเคยมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรม Freedom Ride ในปี 1965 เพื่อเรียกร้องสิทธิและความเท่าเทียมให้กับชาวพื้นเมืองในออสเตรเลีย