← กลับไปยังบทความทั้งหมด

จัตรา ศิลปะการแสดงละครพื้นบ้านแห่งเบงกอลและโอริสสา

สรุปใจความสำคัญ

  • จัตราเป็นละครพื้นบ้านที่แพร่หลายในเบงกอลและโอริสสา โดยมีรากฐานมาจากขบวนการภักติของพระศรีไชตัญญะ
  • มีตัวละครพิเศษคือ 'บิเบก' (Bibek) ซึ่งทำหน้าที่เป็นมโนธรรมคอยให้คำแนะนำทางศีลธรรมแก่ตัวละครและผู้ชม
  • การแสดงมักเริ่มต้นด้วยจุดไคลแมกซ์ของเรื่องเพื่อดึงดูดความสนใจของผู้ชมทันที
  • เป็นศิลปะการแสดงที่ปรับตัวได้สูง โดยเปลี่ยนจากเนื้อหาทางศาสนามาเป็นเรื่องทางโลกและปัญหาสังคมในยุคหลัง

จัตรา (เบงกาลี: যাত্রা) เป็นรูปแบบละครพื้นบ้านที่มีความนิยมอย่างแพร่หลายในภูมิภาคเบงกอลและโอริสสา ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของเอเชียใต้ฝั่งตะวันออก รวมถึงประเทศบังกลาเทศ และรัฐต่างๆ ของอินเดีย เช่น รัฐเบงกอลตะวันตก รัฐอัสสัม รัฐโอริสสา และรัฐตริปุระ จัตราไม่ได้เป็นเพียงการแสดงเพื่อความบันเทิง แต่ยังเป็นอุตสาหกรรมทางวัฒนธรรมขนาดใหญ่ โดยในรัฐเบงกอลตะวันตกเพียงแห่งเดียว มีคณะละครจำนวนมากที่จ้างงานผู้คนนับหมื่นคน ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าอุตสาหกรรมภาพยนตร์ท้องถิ่นในบางช่วงเวลา

ต้นกำเนิดและวิวัฒนาการ

คำว่า "จัตรา" มีความหมายว่า "การเดินทาง" หรือ "การไป" โดยพื้นฐานแล้วจัตราเป็นละครเพลง (Musical Theatre) ซึ่งมีรากฐานมาจากขบวนการภักติ (Bhakti movement) ของพระศรีไชตัญญะ (Sri Chaitanya) โดยมีการบันทึกว่าพระไชตัญญะทรงร่วมแสดงเป็นตัวละคร รุกมินี ในการแสดงเรื่อง Rukmini Haran (การลักพาตัวรุกมินี) ซึ่งเป็นเหตุการณ์ในชีวิตของพระกฤษณะในปี ค.ศ. 1507 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการนำเสนอรูปแบบการแสดงนี้อย่างชัดเจนเป็นครั้งแรก

แม้ว่าจะมีหลักฐานการขับร้องที่เรียกว่า 'จารยา' (Carya) ซึ่งเป็นที่นิยมในช่วงศตวรรษที่ 9 ถึง 12 ในเบงกอลและโอริสสา แต่จัตราได้พัฒนาจนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยมีความคล้ายคลึงกับการแสดงประเภท นอตันกี (Nautanki) ในรัฐอุตตรประเทศ, ทามาชา (Tamasha) ในรัฐมหาราษฏระ และภาไว (Bhavai) ในรัฐคุชราต

ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 จัตราได้เปลี่ยนผ่านจากเนื้อหาทางศาสนาไปสู่เนื้อหาที่เน้นการสั่งสอนศีลธรรม และกลายเป็นละครทางโลก (Secular) มากขึ้นเมื่อเข้าสู่โรงละครในเมืองในช่วงยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการของเบงกอล (Bengal Renaissance) ความสามารถในการปรับตัวตามพลวัตทางสังคมทำให้จัตรายังคงดำรงอยู่และเติบโตได้จนถึงปัจจุบัน สำหรับในรัฐโอริสสา เนื้อหามักมุ่งเน้นไปที่ปัญหาสังคมในชนบทและวรรณกรรมทางศาสนาของโอริสสา โดยมีรูปแบบที่เรียกว่า Geetinātya ซึ่งเน้นการผสมผสานระหว่างการร้องและการแสดงเข้าด้วยกัน

ลักษณะการแสดงและองค์ประกอบ

การแสดงจัตราโดยปกติจะเป็นละครมหากาพย์ที่มีความยาวประมาณ 4 ชั่วโมง โดยจะเริ่มต้นด้วยคอนเสิร์ตดนตรีประมาณ 1 ชั่วโมงเพื่อดึงดูดผู้ชม การดำเนินเรื่องจะสลับกับการพูดบทพรรณนา (Monologue) การร้องเพลง และการเต้นคู่ตามทำนองพื้นบ้าน ซึ่งทำหน้าที่เป็นจุดเปลี่ยนฉากหรือจุดสิ้นสุดขององก์

รูปแบบเวทีและการจัดฉาก

ดั้งเดิมแล้ว จัตราแสดงบนเวทีที่เปิดโล่งทุกด้านในลานกว้าง โดยแทบไม่มีเฟอร์นิเจอร์หรืออุปกรณ์ประกอบฉาก (Props) เพื่อให้พื้นที่เวทีเป็นพื้นที่กลางที่ผู้ชมสามารถจินตนาการตามเนื้อเรื่องได้ อย่างไรก็ตาม หลังจากได้รับอิทธิพลจากละครตะวันตกในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เริ่มมีการนำฉาก แสง และอุปกรณ์ประกอบฉากมาใช้มากขึ้น ในปัจจุบัน การแสดงจัตราสมัยใหม่มีการใช้ดนตรีที่ดัง แสงไฟที่ฉูดฉาด และเวทีกลางแจ้งขนาดใหญ่ บางครั้งมีการสร้างทางเดิน (Ramps) รอบเวทีเพื่อสร้างเอฟเฟกต์ในการแสดง คล้ายกับละครคาบูกิของญี่ปุ่น

นักแสดงและดนตรี

ในอดีต นักแสดงส่วนใหญ่เป็นผู้ชายซึ่งต้องรับบทเป็นผู้หญิงด้วย แต่ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา เริ่มมีนักแสดงหญิงเข้าร่วมมากขึ้น นักแสดงจัตราจะถูกตัดสินจากความสามารถในการใช้เสียง การส่งบทที่ทรงพลัง และการด้นสด (Improvisation) เพื่อดึงดูดผู้ชมจำนวนมาก

ดนตรีเป็นหัวใจสำคัญของการแสดง โดยมีนักดนตรีบรรเลงอยู่สองข้างของเวที เครื่องดนตรีที่ใช้ ได้แก่ โดลัก (Dholak), ปะคาวะจ์ (Pakhawaj), ฮาร์โมเนียม (Harmonium), ทับลา (Tabla), ขลุ่ย, ฉาบ, ทรัมเป็ต, ไวโอลิน (Behala) และคลาริเน็ต เพลงส่วนใหญ่มีพื้นฐานมาจากราคะ (Ragas) ของดนตรีคลาสสิก และนักแสดงมักจะเป็นผู้ขับร้องเพลงด้วยตนเอง

ตัวละครพิเศษและโครงสร้างการเล่าเรื่อง

จัตรามีตัวละครที่เป็นเอกลักษณ์ซึ่งไม่พบในละครประเภทอื่น คือ บิเบก (Bibek) หรือ วิเวก (Vivek) ซึ่งหมายถึง "มโนธรรม" ตัวละครนี้ทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์ศีลธรรม คอยวิจารณ์การกระทำของตัวละครอื่น ให้คำแนะนำ หรือนำเสนอมุมมองทางปรัชญาผ่านการขับร้อง ซึ่งคล้ายกับบทบาทของคณะประสานเสียง (Chorus) ในโศกนาฏกรรมกรีก นอกจากนี้ยังมีตัวละครที่เรียกว่า นียะติ (Niyati) หรือ "โชคชะตา" ซึ่งมักแสดงโดยผู้หญิง ทำหน้าที่เตือนหรือพยากรณ์เหตุการณ์ร้ายที่จะเกิดขึ้น

ลักษณะเด่นอีกประการหนึ่งคือ การเริ่มต้นเรื่องด้วย จุดไคลแมกซ์ (Climax) เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้ชมให้ติดตามเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบ

ฤดูกาลการแสดง

ฤดูกาลของจัตราจะเริ่มขึ้นในฤดูใบไม้ร่วง ประมาณเดือนกันยายน ซึ่งตรงกับช่วงเทศกาลทุรคาปูชา (Durga Puja) และฤดูเก็บเกี่ยว โดยคณะละครจะเดินทางไปยังพื้นที่ชนบท และสิ้นสุดการแสดงก่อนเริ่มฤดูมรสุมในช่วงเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นของฤดูปลูกพืช การแสดงจัตรามักจัดขึ้นหลังงานเทศกาล งานทางศาสนา หรือในงานวัดและงานรื่นเริงต่างๆ ทั่วภูมิภาค

คำถามที่พบบ่อย

จัตรา (Jatra) คืออะไร?

จัตราคือศิลปะการแสดงละครพื้นบ้านประเภทละครเพลงจากภูมิภาคเบงกอลและโอริสสา ในอินเดียและบังกลาเทศ ที่ผสมผสานการร้อง การเต้น และการแสดงบทบาทสมมติเข้าด้วยกัน

ตัวละคร 'บิเบก' ในละครจัตรามีหน้าที่อะไร?

บิเบก (Bibek) คือตัวละครที่เป็นตัวแทนของ 'มโนธรรม' ทำหน้าที่วิจารณ์การกระทำของตัวละครอื่น ให้คำแนะนำทางศีลธรรม และนำเสนอมุมมองทางปรัชญาผ่านการร้องเพลง

การแสดงจัตรามีลักษณะเด่นอย่างไร?

มีลักษณะเด่นคือการใช้เสียงที่ทรงพลัง การแสดงที่เกินจริง (Melodramatic) การใช้ดนตรีสดประกอบการแสดง และการเริ่มต้นเรื่องด้วยจุดไคลแมกซ์เพื่อดึงดูดผู้ชม

ฤดูกาลการแสดงจัตราปกติจะเริ่มเมื่อใด?

ฤดูกาลการแสดงจะเริ่มในช่วงเดือนกันยายน (ฤดูเก็บเกี่ยวและเทศกาลทุรคาปูชา) และสิ้นสุดลงในเดือนมิถุนายนก่อนเข้าสู่ฤดูมรสุม