โจเซฟ สคิปซีย์ กวีเหมืองถ่านหินผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุควิกตอเรีย
สรุปใจความสำคัญ
- เป็นกวีที่ได้รับฉายาว่า 'The Pitman Poet' เนื่องจากเริ่มต้นอาชีพจากการเป็นคนงานเหมืองถ่านหิน
- หัดอ่านและเขียนด้วยตนเองโดยใช้ชอล์กเขียนบนประตูไม้ในเหมืองขณะทำงานเป็น trapper ตั้งแต่อายุ 7 ขวบ
- ผลงานที่โดดเด่นที่สุดคือ 'The Hartley Calamity' ซึ่งเขียนถึงโศกนาฏกรรมเหมืองถ่านหินที่ร้ายแรงที่สุดในอังกฤษ
โจเซฟ สคิปซีย์ (Joseph Skipsey) (17 มีนาคม 1832 – 3 กันยายน 1903) เป็นกวีชาวนอร์ธัมเบอร์แลนด์ในช่วงยุควิกตอเรีย และเป็นหนึ่งในกลุ่มนักเขียนที่ทำงานในเหมืองถ่านหินซึ่งได้รับฉายาว่า 'The Pitman Poet' (กวีคนเหมือง) ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือบทเพลงบัลลาด "The Hartley Calamity" ซึ่งถ่ายทอดจินตนาการถึงชั่วโมงสุดท้ายของผู้ที่ติดอยู่ใต้ดินในเหตุการณ์ภัยพิบัติเหมืองแฮร์ตลีย์ (Hartley Colliery Disaster) เมื่อเดือนมกราคม ปี 1862 ซึ่งเป็นโศกนาฏกรรมเหมืองถ่านหินที่ร้ายแรงที่สุดในอังกฤษ โดยมีผู้เสียชีวิตถึง 204 คน

ชีวิตวัยเด็กและการต่อสู้
สคิปซีย์เกิดเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 1832 ที่หมู่บ้านเพอร์ซีย์ (Percy Village) ในเขตไทน์เมาธ์ เขาเป็นลูกคนที่แปดและคนสุดท้ายของคัธเบิร์ต ผู้ดูแลเหมืองเพอร์ซีย์เมน และอิซาเบลลา สคิปซีย์
ชีวิตของเขาต้องเผชิญกับโศกนาฏกรรมตั้งแต่วัยเยาว์ เมื่อบิดาของเขาถูกยิงเสียชีวิตในวันที่ 8 กรกฎาคม 1832 ท่ามกลางความตึงเครียดของการประท้วงหยุดงานของคนงานเหมือง คัธเบิร์ตพยายามเข้าไปไกล่เกลี่ยสถานการณ์ระหว่างกลุ่มคนงานและเจ้าหน้าที่ แต่กลับถูกเจ้าหน้าที่ชื่อจอร์จ เว็ดเดลล์ ยิงเสียชีวิตทันที
การศึกษาด้วยตนเองในความมืด
เช่นเดียวกับเด็กจำนวนมากในยุคนั้น สคิปซีย์เริ่มทำงานในเหมืองท้องถิ่นตั้งแต่อายุ 7 ขวบในตำแหน่ง 'คนเปิดประตูระบายอากาศ' (trapper) เพื่อคลายความเบื่อหน่ายจากการทำงานหลายชั่วโมงในความมืด เขาจึงหัดอ่านและเขียนด้วยตนเองโดยการใช้ชอล์กคัดลอกข้อความจากหนังสือพิมพ์เก่า โฆษณา และใบประกาศต่างๆ ลงบนประตูไม้ที่เขาทำงาน
เมื่อความสามารถเพิ่มขึ้น เขาเริ่มอ่านงานของนักเขียนชั้นครู เช่น เชกสเปียร์, โรเบิร์ต เบิร์นส์, จอห์น มิลตัน และเกอเธ่ โดยเฉพาะผลงาน Paradise Lost ของมิลตันที่มีอิทธิพลต่อเขาอย่างมาก สคิปซีย์เริ่มแต่งคำประพันธ์โดยการเติมคำในเพลงที่เพื่อนร่วมงานร้องไม่จบ จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเขียนบทกวีและผลงานตีพิมพ์ในเวลาต่อมา
ชีวิตครอบครัวและความสูญเสีย
ในปี 1852 สคิปซีย์เดินทางไปลอนดอนเพื่อหางานทำและได้ทำงานในระบบรถไฟ ที่นั่นเขาได้พบกับซาร่า แอน เฟนด์ลีย์ เจ้าของบ้านเช่า ซึ่งต่อมากลายเป็นภรรยาของเขา ทั้งคู่แต่งงานกันในเดือนธันวาคม 1868 และมีบุตรด้วยกัน 8 คน (ลูกชาย 5 คน และลูกสาว 3 คน)
อย่างไรก็ตาม ชีวิตครอบครัวของเขาเต็มไปด้วยความโศกเศร้า ลูกๆ ของเขาหลายคนเสียชีวิตด้วยโรคไข้แดง (scarletina) และอุบัติเหตุ โดยมีเพียงลูก 3 คนเท่านั้นที่อายุยืนยาวกว่าเขา
เส้นทางสู่การเป็นกวีและบั้นปลายชีวิต
ผลงานเล่มแรกของเขาตีพิมพ์ที่เดอรัมในปี 1858 ซึ่งได้รับความสนใจจากเจมส์ โทมัส เคลฟัน บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ Gateshead Observer ทำให้สคิปซีย์ได้รับโอกาสในการทำงานที่โรงงานเหล็ก Hawks, Crawshay and Sons
ต่อมาผลงานของเขาได้รับความสนใจจาก ดันเต กาเบรียล รอสเซตติ (Dante Gabriel Rossetti) ศิลปินและกวีชื่อดัง ทำให้สคิปซีย์ได้เดินทางไปลอนดอนในปี 1880 เพื่อพบกับรอสเซตติและบุคคลสำคัญทางวัฒนธรรมในศตวรรษที่ 19 รวมถึงเอ็ดเวิร์ด เบิร์น-โจนส์ ซึ่งนำไปสู่การได้รับเงินบำนาญรายปีจากกองทุน Royal Bounty Fund โดยการสนับสนุนของวิลเลียม แกลดสโตน
ในช่วงบั้นปลายชีวิต สคิปซีย์ทำงานเป็นผู้ดูแลโรงเรียนที่มิลเลน นิวคาสเซิล และต่อมาเป็นพนักงานต้อนรับที่วิทยาลัยอาร์มสตรอง (Armstrong College) แม้ว่าเขาจะเป็นผู้มีความรู้ทางวรรณกรรมสูง แต่เขาก็ยังคงทำงานในตำแหน่งที่เรียบง่ายจนกระทั่งเสียชีวิตในปี 1903
คำถามที่พบบ่อย
โจเซฟ สคิปซีย์ คือใคร?
เขาเป็นกวีชาวอังกฤษในยุควิกตอเรียที่เริ่มต้นชีวิตจากการเป็นคนงานเหมืองถ่านหิน และเป็นที่รู้จักในฐานะ 'The Pitman Poet'
สคิปซีย์เรียนหนังสือได้อย่างไรในขณะที่ทำงานในเหมือง?
เขาเรียนรู้การอ่านและเขียนด้วยตนเองโดยการคัดลอกข้อความจากเศษหนังสือพิมพ์และใบปลิวด้วยชอล์กบนประตูไม้ในเหมือง
ผลงานที่สร้างชื่อเสียงที่สุดของเขาคือเรื่องอะไร?
บทเพลงบัลลาดชื่อ 'The Hartley Calamity' ซึ่งเล่าถึงเหตุการณ์ภัยพิบัติเหมืองแฮร์ตลีย์ในปี 1862