← กลับไปยังบทความทั้งหมด

การแสวงหาความรู้ รากฐานของระบบผู้เชี่ยวชาญและ AI

สรุปใจความสำคัญ

  • การแสวงหาความรู้เป็นขั้นตอนวิกฤตในวิศวกรรมความรู้เพื่อสร้างระบบผู้เชี่ยวชาญ
  • เทคโนโลยีเครื่องมืออนุมานช่วยให้คอมพิวเตอร์สามารถใช้เหตุผลที่ซับซ้อนได้มากกว่าการประมวลผลข้อมูลทั่วไป
  • มาตรฐาน OWL ช่วยให้สามารถแบ่งปันและใช้ซ้ำความรู้ในรูปแบบออนโทโลยีได้

การแสวงหาความรู้คือกระบวนการที่ใช้ในการกำหนดกฎเกณฑ์และออนโทโลยี (Ontologies) ที่จำเป็นสำหรับระบบฐานความรู้ (Knowledge-based system) คำนี้ถูกนำมาใช้ครั้งแรกควบคู่กับ ระบบผู้เชี่ยวชาญ (Expert Systems) เพื่ออธิบายถึงงานเริ่มต้นที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งได้แก่ การค้นหาและสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญในสาขาเฉพาะทาง และการรวบรวมความรู้ของพวกเขาผ่านกฎเกณฑ์ วัตถุ และออนโทโลยีแบบเฟรม

แผนผังกระบวนการแสวงหาความรู้
กระบวนการรวบรวมและแปลงความรู้จากผู้เชี่ยวชาญสู่ระบบคอมพิวเตอร์

ประวัติและความสำคัญ

ระบบผู้เชี่ยวชาญเป็นหนึ่งในแอปพลิเคชันแรกๆ ที่ประสบความสำเร็จในการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้แก้ปัญหาทางธุรกิจในโลกแห่งความเป็นจริง นักวิจัยที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและห้องปฏิบัติการ AI อื่นๆ ได้ทำงานร่วมกับแพทย์และผู้เชี่ยวชาญที่มีทักษะสูง เพื่อพัฒนาระบบที่สามารถทำงานที่ซับซ้อน เช่น การวินิจฉัยโรคทางการแพทย์ได้โดยอัตโนมัติ

ก่อนหน้านี้ คอมพิวเตอร์ถูกใช้เพื่อทำงานที่เน้นข้อมูลจำนวนมาก แต่ไม่ใช่สำหรับการใช้เหตุผลที่ซับซ้อน เทคโนโลยีอย่าง เครื่องมืออนุมาน (Inference Engines) ช่วยให้นักพัฒนาสามารถจัดการกับปัญหาที่ซับซ้อนได้เป็นครั้งแรก

วิวัฒนาการของกระบวนการแสวงหาความรู้

เมื่อระบบผู้เชี่ยวชาญขยายตัวจากต้นแบบสาธิตไปสู่แอปพลิเคชันระดับอุตสาหกรรม จึงมีการตระหนักว่าการแสวงหาความรู้จากผู้เชี่ยวชาญในสาขาเฉพาะทางเป็นหนึ่งในงานที่สำคัญที่สุดในกระบวนการวิศวกรรมความรู้ (Knowledge Engineering) จนทำให้การแสวงหาความรู้กลายเป็นหัวข้อการวิจัยที่เข้มข้นในตัวเอง

แนวทางในการแสวงหาความรู้

  • การใช้ภาษาธรรมชาติ (Natural Language Processing): มีการศึกษาการใช้การวิเคราะห์ไวยากรณ์และการสร้างภาษาธรรมชาติเพื่อช่วยในการแสวงหาความรู้ โดยการวิเคราะห์คู่มือและเอกสารของผู้เชี่ยวชาญ เพื่อสร้างกฎเกณฑ์และวัตถุเบื้องต้นโดยอัตโนมัติ รวมถึงการสร้างคำอธิบายพฤติกรรมของระบบเพื่อช่วยในการพัฒนาและบำรุงรักษา
  • แนวทางการใช้ซ้ำ (Re-use based approach): แนวทางสมัยใหม่เน้นการพัฒนาความรู้ในรูปแบบออนโทโลยีที่สอดคล้องกับมาตรฐาน เช่น Web Ontology Language (OWL) ซึ่งทำให้ความรู้สามารถเป็นมาตรฐานและแบ่งปันกันได้ในกลุ่มผู้ทำงานด้านความรู้ ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จอย่างมากคือในสาขาชีวสารสนเทศศาสตร์ (Bioinformatics)

การประยุกต์ใช้

การแสวงหาความรู้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ระบบผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น แต่ยังถูกนำไปใช้ในหลายสาขา เช่น:

  • การประมวลผลภาษาธรรมชาติ (NLP)
  • ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Support Systems)
  • การจำลองการฝึกอบรม (Training Simulations)
  • ระบบการสอนอัจฉริยะ (Intelligent Tutoring Systems)
  • การสร้างเอเจนต์ฐานความรู้ (Knowledge-based Agents) และสถาปัตยกรรมทางปัญญา (Cognitive Architectures)

เทคนิคการแสวงหาความรู้

ประเภทเทคนิควิธีการ
วิธีแบบแมนนวล (Manual)การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง, การวิเคราะห์โปรโตคอล, การจัดกลุ่มการ์ด (Card Sorting), และการวิเคราะห์ตารางรีเพอร์ทอรี (Repertory Grid Analysis)
วิธีแบบอัตโนมัติ (Automated)การเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning), การทำเหมืองข้อมูล (Data Mining), และการประมวลผลภาษาธรรมชาติ (NLP)

คำถามที่พบบ่อย

การแสวงหาความรู้ (Knowledge Acquisition) คืออะไร?

คือกระบวนการรวบรวมและกำหนดกฎเกณฑ์ รวมถึงออนโทโลยีจากผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ เพื่อนำมาสร้างเป็นระบบฐานความรู้หรือระบบผู้เชี่ยวชาญในคอมพิวเตอร์

ความแตกต่างระหว่างวิธีแบบแมนนวลและแบบอัตโนมัติในการแสวงหาความรู้คืออะไร?

วิธีแบบแมนนวลเน้นการปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ เช่น การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ ในขณะที่วิธีแบบอัตโนมัติใช้เทคโนโลยี เช่น Machine Learning และ Data Mining เพื่อดึงความรู้จากข้อมูลที่มีอยู่

OWL (Web Ontology Language) มีบทบาทอย่างไรในการแสวงหาความรู้?

OWL เป็นภาษามาตรฐานที่ช่วยให้การสร้างออนโทโลยีมีความเป็นสากล ทำให้ความรู้ที่ถูกสร้างขึ้นสามารถนำไปใช้ซ้ำและแบ่งปันระหว่างระบบหรือชุมชนผู้เชี่ยวชาญได้ง่ายขึ้น