← กลับไปยังบทความทั้งหมด

คอนสแตนติน แพตส์ ประธานาธิบดีคนแรกของเอสโตเนีย

สรุปใจความสำคัญ

  • เป็นประธานาธิบดีคนแรกของสาธารณรัฐเอสโตเนีย (ค.ศ. 1938–1940)
  • เป็นหนึ่งในสามสมาชิกของคณะกรรมการกอบกู้เอสโตเนียที่ประกาศเอกราชในปี ค.ศ. 1918
  • ดำรงตำแหน่งผู้นำรัฐ (State Elder) ของเอสโตเนียถึง 5 สมัย
  • ถูกสหภาพโซเวียตจับกุมและเนรเทศไปเสียชีวิตในรัสเซียในปี ค.ศ. 1956

คอนสแตนติน แพตส์ (Konstantin Päts; 23 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1874 – 18 มกราคม ค.ศ. 1956) เป็นรัฐบุรุษชาวเอสโตเนียและประธานาธิบดีคนแรกของประเทศเอสโตเนียระหว่างปี ค.ศ. 1938 ถึง 1940 เขาเป็นหนึ่งในนักการเมืองที่มีอิทธิพลมากที่สุดในยุคสาธารณรัฐเอสโตเนียที่เป็นประชาธิปไตย โดยในช่วงสองทศวรรษก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง เขาเคยดำรงตำแหน่งผู้นำรัฐ (State Elder) ถึงห้าครั้ง

ภาพถ่ายของคอนสแตนติน แพตส์
คอนสแตนติน แพตส์ รัฐบุรุษและประธานาธิบดีคนแรกของเอสโตเนีย

บทบาทในการประกาศเอกราชและการก่อตั้งประเทศ

แพตส์เริ่มเข้าสู่เส้นทางการเมืองตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โดยมีบทบาทสำคัญในการต่อสู้เพื่อสิทธิของชาวเอสโตเนียภายใต้จักรวรรดิรัสเซีย เขาเคยถูกตัดสินประหารชีวิต (ในระหว่างที่เขาไม่อยู่) ในช่วงการปฏิวัติรัสเซียปี ค.ศ. 1905 ทำให้เขาต้องลี้ภัยไปยังสวิตเซอร์แลนด์และฟินแลนด์ก่อนจะกลับมายังเอสโตเนียและถูกจำคุกในช่วงปี ค.ศ. 1910–1911

ภายหลังการปฏิวัติเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1917 แพตส์ได้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะรัฐบาลท้องถิ่นของเขตปกครองตนเองเอสโตเนีย และเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1918 เขาได้กลายเป็นหนึ่งในสามสมาชิกของคณะกรรมการกอบกู้เอสโตเนีย (Estonian Salvation Committee) ที่ออกประกาศเอกราชของเอสโตเนีย

ในช่วงปี ค.ศ. 1918–1919 แพตส์ดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะรัฐบาลชั่วคราว โดยควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงคราม ซึ่งทำให้เขามีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดตั้งกองทัพเอสโตเนียเพื่อต่อสู้ในสงครามประกาศเอกราชกับกองทัพรัสเซีย

เส้นทางการเมืองและการขึ้นสู่อำนาจ

ในช่วงทศวรรษ 1920 และต้นทศวรรษ 1930 แพตส์เป็นผู้นำพรรคการเมืองฝ่ายขวาอนุรักษนิยมที่สำคัญ คือ พรรคสมัชชาเกษตรกร (Farmers' Assemblies) ซึ่งต่อมาได้ควบรวมเป็นสหภาพผู้ตั้งถิ่นฐานและผู้ถือครองที่ดินรายย่อย (Union of Settlers and Smallholders) ในปี ค.ศ. 1932

แพตส์ดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภา (Riigikogu) ระหว่างปี ค.ศ. 1922–1923 และดำรงตำแหน่งผู้นำรัฐ (State Elder) ถึง 5 สมัย ได้แก่ ปี ค.ศ. 1921–1922, 1923–1924, 1931–1932, 1932–1933 และ 1933–1934

ในช่วงวาระสุดท้ายของการเป็นผู้นำรัฐ เขาได้ดำเนินการรัฐประหารตัวเองเพื่อยับยั้งการขยายตัวของขบวนการ Vaps ซึ่งเป็นกลุ่มประชานิยมฝ่ายขวา โดยได้รับการสนับสนุนจากกองทัพและรัฐสภา นำไปสู่ยุคที่เรียกว่า "ยุคแห่งความเงียบ" (Era of Silence) ระหว่างปี ค.ศ. 1934–1938 ซึ่งเป็นช่วงที่เขาเลื่อนการกลับคืนสู่ระบอบรัฐธรรมนูญออกไป แม้ว่าในช่วงนี้เศรษฐกิจจะเติบโตและมีการปฏิรูปหลายด้าน แต่การปกครองเป็นแบบอำนาจนิยม

การดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีและการล่มสลาย

หลังจากมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในปี ค.ศ. 1938 คอนสแตนติน แพตส์ ได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีคนแรกของเอสโตเนีย อย่างไรก็ตาม ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1940 สหภาพโซเวียตได้บุกรุกและเข้ายึดครองเอสโตเนีย

ในฐานะประธานาธิบดี แพตส์ถูกบังคับให้ลงนามในคำสั่งต่างๆ เป็นเวลาหนึ่งเดือนเศษ ก่อนจะถูกจับกุมและเนรเทศไปยังสหภาพโซเวียต เขาเสียชีวิตในขณะที่ถูกคุมขังในปี ค.ศ. 1956

ภูมิหลังครอบครัว

แพตส์เกิดในครอบครัวที่มีความเชื่อทางศาสนาคริสต์นิกายออร์โธดอกซ์ บิดาของเขาคือ ยาโคบ แพตส์ (Jakob Päts) เป็นเกษตรกรชาตินิยมที่เคยยื่นคำร้องต่อจักรพรรดิอเล็กซานเดอร์ที่ 2 แห่งรัสเซีย เพื่อขอให้ยกเลิกสิทธิพิเศษของเจ้าที่ดินชาวเยอรมันบอลติก ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งกับชนชั้นสูงในท้องถิ่นและทำให้ครอบครัวต้องย้ายที่อยู่อาศัยหลายครั้ง

คำถามที่พบบ่อย

คอนสแตนติน แพตส์ คือใคร?

เขาเป็นรัฐบุรุษและประธานาธิบดีคนแรกของเอสโตเนีย ผู้มีบทบาทสำคัญในการประกาศเอกราชของประเทศในปี ค.ศ. 1918 และนำพาประเทศผ่านช่วงการก่อตั้งรัฐ

บทบาทของแพตส์ในช่วงการประกาศเอกราชเป็นอย่างไร?

เขาเป็นสมาชิกของคณะกรรมการกอบกู้เอสโตเนียที่ออกประกาศเอกราชเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1918 และเป็นหัวหน้าคณะรัฐบาลชั่วคราวที่จัดตั้งกองทัพเพื่อต่อสู้ในสงครามประกาศเอกราช

ยุคแห่งความเงียบ (Era of Silence) คืออะไร?

คือช่วงปี ค.ศ. 1934–1938 ที่คอนสแตนติน แพตส์ ดำรงอำนาจแบบอำนาจนิยมหลังจากรัฐประหารตัวเองเพื่อยับยั้งกลุ่ม Vaps โดยมีการระงับการใช้รัฐธรรมนูญและเลื่อนการเลือกตั้งออกไป

จุดจบของคอนสแตนติน แพตส์ เป็นอย่างไร?

หลังจากสหภาพโซเวียตบุกยึดเอสโตเนียในปี ค.ศ. 1940 เขาถูกบังคับให้ลงนามในคำสั่งของโซเวียต ก่อนจะถูกจับกุมและเนรเทศไปยังสหภาพโซเวียตและเสียชีวิตที่นั่นในปี ค.ศ. 1956