← กลับไปยังบทความทั้งหมด

ปัญหาทุ่นระเบิดในภูมิภาคแอฟริกาเหนือ

สรุปใจความสำคัญ

  • ทุ่นระเบิดส่วนใหญ่ในแอฟริกาเหนือเป็นผลตกค้างจากสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเฉพาะในอียิปต์ ลิเบีย และตูนิเซีย
  • อียิปต์มีการประเมินว่ามีทุ่นระเบิดตกค้างในทะเลทรายทางตะวันตกสูงถึง 19.7 ล้านลูก
  • โมร็อกโกใช้ทุ่นระเบิดเป็นส่วนหนึ่งของแนวป้องกันกำแพงทรายยาว 2,700 กิโลเมตรในเวสเทิร์นสะฮารา
  • ตูนิเซียยังคงเก็บกู้ทุ่นระเบิดได้เฉลี่ย 200-300 ลูกต่อปีในปัจจุบัน

ปัญหาทุ่นระเบิดในภูมิภาคแอฟริกาเหนือส่วนใหญ่เป็นผลพวงมาจากสมรภูมิในแอฟริกาเหนือในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งยังคงเป็นอันตรายต่อประชากรในพื้นที่แม้เวลาจะผ่านไปหลายทศวรรษ นอกจากนี้ ความขัดแย้งในยุคต่อมา เช่น สงครามลิเบีย-อียิปต์ในปี 1977 และสงครามกลางเมืองลิเบียในปี 2011 ได้ทำให้สถานการณ์ทุ่นระเบิดในภูมิภาคนี้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

ประวัติศาสตร์การวางทุ่นระเบิดในสงครามโลกครั้งที่ 2

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อิตาลีได้ประกาศสงครามกับบริเตนใหญ่และฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 1940 ส่งผลให้เกิดการสู้รบในอาณานิคมของอิตาลีในแอฟริกา โดยกองทัพอิตาลีเริ่มโจมตีอียิปต์ ก่อนที่กองทัพบริเตนจะตอบโต้และเข้ายึดครองไซรีไนกา (Cyrenaica) ต่อมาเยอรมนีได้ส่งกองกำลังเข้ามาสนับสนุนอิตาลี จนกระทั่งกองทัพผสมเยอรมัน-อิตาลีพ่ายแพ้ในยุทธการที่เอล อลาเมน ครั้งที่ 2 (Second Battle of Alamein) ในปลายปี 1942

กองทัพเยอรมัน-อิตาลีถอนตัวจากอียิปต์และลิเบียไปยังตูนิเซีย ขณะที่กองทัพสหรัฐอเมริกาเข้าร่วมปฏิบัติการทอร์ช (Operation Torch) ในวันที่ 8 พฤศจิกายน 1942 เพื่อสนับสนุนบริเตน จนกระทั่งกองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรสามารถเอาชนะฝ่ายอักษะได้ในวันที่ 12 พฤษภาคม 1943 ซึ่งถือเป็นการสิ้นสุดการรบในแอฟริกาเหนือ

ตลอดช่วงการรบ ทั้งสองฝ่ายได้ใช้ทุ่นระเบิดเพื่อสกัดกั้นการรุกคืบของศัตรู แม้จะไม่ทราบจำนวนทุ่นระเบิดทั้งหมดที่ถูกวางไว้ แต่จากบันทึกของ เออร์วิน รอมเมล (Erwin Rommel) ระบุว่ามีการวางทุ่นระเบิดประมาณ 80,000 ลูกเพียงจุดเดียวที่แนวป้องกันบิวรัต (Buerat-Line) ในลิเบีย

สถานการณ์ในรายประเทศ

อียิปต์

ภารกิจของสหประชาชาติประเมินว่ามีทุ่นระเบิดประมาณ 19.7 ล้านลูกในทะเลทรายทางตะวันตกของอียิปต์ รัฐบาลอียิปต์ได้ใช้ความพยายามอย่างมากในการเก็บกู้ โดยอาศัยแผนที่สนามรบเก่าของอิตาลีและเยอรมนี (ซึ่งบันทึกของเยอรมนีมีความสมบูรณ์กว่า) ร่วมกับแผนที่ดาวเทียมเพื่อระบุพื้นที่อันตราย

อย่างไรก็ตาม การใช้แผนที่เก่าเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เนื่องจากปัจจัยทางธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเคลื่อนตัวของสันทรายตลอดระยะเวลากว่าครึ่งศตวรรษ ทำให้ทุ่นระเบิดเคลื่อนย้ายตำแหน่งจากจุดเดิม ข้อมูลระบุว่าจนถึงปี 1997 มีชาวอียิปต์ทั้งพลเรือนและทหารได้รับผลกระทบจากทุ่นระเบิดรวม 8,301 ราย โดยในจำนวนนี้บาดเจ็บ 7,611 ราย และเสียชีวิต 690 ราย

ลิเบีย

ลิเบียเผชิญกับปัญหาทุ่นระเบิดสะสมจากหลายช่วงเวลา ข้อมูลจากหนังสือขาว (White Book) ของรัฐบาลลิเบียปี 1981 ระบุว่าตั้งแต่ปี 1939 ถึง 1975 มีชาวลิเบียเสียชีวิตจากระเบิดตกค้างเป็นประจำ โดยปี 1945 เป็นปีที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุดถึง 130 ราย ทุ่นระเบิดส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในพื้นที่ชายฝั่งซึ่งเป็นเขตที่มีประชากรหนาแน่นที่สุด

นอกจากนี้ ลิเบียยังมีทุ่นระเบิดจากสงครามลิเบีย-อียิปต์ในปี 1977 และการวางทุ่นระเบิดโดยระบอบของ มูอัมมาร์ กัดดาฟี ในช่วงสงครามกลางเมืองปี 2011 เพื่อสกัดกั้นกองกำลังกบฏ ในช่วงทศวรรษ 1990 มีทีมเก็บกู้ระเบิดประมาณหนึ่งโหลทำงานในอดีตสนามรบ แต่เนื่องจากประเทศในยุโรปไม่ให้ความช่วยเหลือในการเก็บกู้ รัฐบาลลิเบียจึงต้องแบกรับค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการดำเนินงาน

ทุ่นระเบิดที่พบใกล้ Bir Hacheim ในปี 1990
ทุ่นระเบิดที่ถูกค้นพบใกล้ Bir Hacheim ในปี 1990
ระเบิดมือที่พบใกล้ Bir Hacheim ในปี 1990
ระเบิดมือที่พบใกล้ Bir Hacheim ในปี 1990

ตูนิเซีย

ในช่วงการรบในตูนิเซียปี 1943 กองทัพอิตาลีและเยอรมนีได้วางทุ่นระเบิดจำนวนมหาศาลเพื่อชะลอการรุกคืบของกองทัพสัมพันธมิตร ตัวอย่างเช่น การรุกคืบของนายพลจอร์จ เอส. แพตตัน และกองทัพฝรั่งเศสถูกขัดขวางโดยทุ่นระเบิดจำนวนมาก ซึ่งส่งผลให้พลตรี เอดูอาร์ด เวลเวิร์ต (Major-General Edouard Welvert) ผู้บัญชาการกองพลยานยนต์ "Constantine" เสียชีวิตขณะเข้าสู่เมืองไครูอัน (Kairouan)

ปัจจุบัน กองทัพตูนิเซียยังคงเก็บกู้ทุ่นระเบิดได้เฉลี่ย 200 ถึง 300 ลูกต่อปี

เวสเทิร์นสะฮารา

โมร็อกโกได้สร้างกำแพงทราย (Berm) ยาว 2,700 กิโลเมตร ตัดผ่านเวสเทิร์นสะฮารา โดยมีการวางทุ่นระเบิดและสร้างหอคอยเฝ้าระวังเพื่อแบ่งเขตควบคุมของโมร็อกโกออกจากเขตปลอดทหาร (Free Zone) ส่งผลให้มีผู้คนและปศุสัตว์ เช่น แพะและอูฐ จำนวนมากต้องบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากการเหยียบทุ่นระเบิด

ความพยายามทางการทูต

แม้ว่าอียิปต์ ลิเบีย และตูนิเซีย จะประสบปัญหาเดียวกัน แต่ประเทศเหล่านี้ไม่ได้รวมตัวกันเพื่อเจรจาทางการทูตกับอดีตคู่สงครามอย่างอิตาลี เยอรมนี และบริเตนใหญ่ ซึ่งทำให้อำนาจต่อรองในการเรียกร้องให้ช่วยเก็บกู้ทุ่นระเบิดและค่าชดเชยความเสียหายจากสงครามลดลง ทั้งนี้ ตูนิเซียได้ลงนามในสนธิสัญญาออตตาวา (Ottawa Treaty) เมื่อเดือนธันวาคม 1997 เพื่อสนับสนุนการห้ามใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลในสงคราม

คำถามที่พบบ่อย

ทุ่นระเบิดในแอฟริกาเหนือส่วนใหญ่มาจากไหน?

ส่วนใหญ่เป็นผลตกค้างจากสมรภูมิในแอฟริกาเหนือช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งมีการวางทุ่นระเบิดโดยกองทัพอักษะ (เยอรมนีและอิตาลี) และกองทัพสัมพันธมิตร (บริเตนและสหรัฐฯ)

ทำไมการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในอียิปต์ถึงทำได้ยาก?

เพราะทุ่นระเบิดเคลื่อนย้ายตำแหน่งตามธรรมชาติ เช่น การเคลื่อนตัวของสันทรายและน้ำท่วม ทำให้แผนที่สนามรบเก่าไม่สามารถระบุตำแหน่งที่แน่นอนได้

ประเทศใดในแอฟริกาเหนือที่ลงนามในสนธิสัญญาออตตาวา?

ตูนิเซียเป็นประเทศที่ลงนามในสนธิสัญญาออตตาวาเมื่อเดือนธันวาคม 1997 เพื่อห้ามใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล

สถานการณ์ทุ่นระเบิดในเวสเทิร์นสะฮาราเป็นอย่างไร?

มีการวางทุ่นระเบิดตามแนวกำแพงทรายของโมร็อกโกเพื่อแบ่งเขตควบคุมออกจากเขตปลอดทหาร ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากทั้งคนและสัตว์