การตรวจสอบก๊าซจากหลุมฝังกลบ วิธีการและเทคนิคการตรวจวัด
สรุปใจความสำคัญ
- การตรวจสอบพื้นผิวแบ่งเป็นแบบทันที (Instantaneous) และแบบรวม (Integrated) ซึ่งแบบรวมมีความละเอียดและเกณฑ์ควบคุมที่เข้มงวดกว่า
- การพบก๊าซโพรพีนและไฮโดรเจนในปริมาณสูงในก๊าซหลุมฝังกลบสามารถใช้เป็นสัญญาณเตือนของการเกิดไฟไหม้ใต้ดินหรืออุณหภูมิที่สูงผิดปกติ
- ระบบเก็บก๊าซจะติดตามค่าสำคัญ 4 ประการ คือ องค์ประกอบก๊าซ (มีเทน, คาร์บอนไดออกไซด์, ออกซิเจน), อุณหภูมิ, ความดัน และอัตราการไหล
การตรวจสอบก๊าซจากหลุมฝังกลบคือกระบวนการตรวจสอบก๊าซที่ถูกเก็บรวบรวมหรือปล่อยออกมาจากหลุมฝังกลบด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยทั่วไปการวัดค่าจะแบ่งออกเป็นสองรูปแบบหลัก คือ การตรวจสอบพื้นผิว (Surface Monitoring) ซึ่งเป็นการวัดก๊าซที่เล็ดลอดออกมาจากพื้นผิวหลุมฝังกลบ และ การตรวจสอบระบบเก็บก๊าซ (Collection System Monitoring) ซึ่งเป็นการวัดก๊าซที่ถูกรวบรวมเพื่อส่งไปยังโรงไฟฟ้าหรือระบบเผาทิ้ง (Flare)
เทคนิคในการตรวจสอบก๊าซจากหลุมฝังกลบ
1. การตรวจสอบพื้นผิว (Surface Monitoring)
ใช้เพื่อตรวจสอบความสมบูรณ์ของชั้นปิดทับขยะ (Caps) และตรวจสอบการรั่วไหลของก๊าซออกนอกพื้นที่ โดยมีวิธีการหลักๆ ดังนี้:
- การตรวจสอบแบบทันที (Instantaneous Monitoring): เจ้าหน้าที่จะเดินสำรวจพื้นผิวหลุมฝังกลบพร้อมกับเครื่องตรวจวัดการแตกตัวเป็นไอออนของเปลวไฟ (Flame Ionization Detector - FID) เพื่ออ่านค่า ณ จุดนั้นๆ
- การตรวจสอบแบบรวม (Integrated Monitoring): เป็นการเดินสำรวจและปั๊มตัวอย่างก๊าซลงในถุง เพื่อนำไปวิเคราะห์ด้วย FID หรือส่งห้องปฏิบัติการ ซึ่งมักจะมีเกณฑ์การควบคุมที่เข้มงวดกว่า (เช่น 50 ppm หรือน้อยกว่า)
ในด้านกฎระเบียบ ค่าจำกัดของมีเทนโดยทั่วไปจะอยู่ที่ 500 ppm โดยปริมาตร (บางพื้นที่เช่นแคลิฟอร์เนียอาจลดลงเหลือ 200 ppm) ส่วนในสหราชอาณาจักรจะมีเกณฑ์กำหนดตามประเภทของชั้นปิดทับ
2. การใช้หัววัดก๊าซ (Gas Probes)
หัววัดก๊าซหรือหัววัดการแพร่กระจาย (Migration Probes) ใช้สำหรับการตรวจสอบใต้ดินเพื่อตรวจวัดความเข้มข้นของก๊าซในสภาพแวดล้อมรอบๆ หัววัด โดยมักจะติดตั้งเป็นวงแหวนรอบหลุมฝังกลบ ระยะห่างระหว่างหัววัดมักไม่เกิน 300 เมตร เพื่อป้องกันไม่ให้ก๊าซมีเทนแพร่กระจายไปยังพื้นที่ข้างเคียง
3. เครื่องสุ่มตัวอย่างอากาศโดยรอบ (Ambient Air Samplers)
ใช้เพื่อตรวจสอบอากาศรอบหลุมฝังกลบว่ามีก๊าซมีเทนหรือก๊าซอื่นๆ ในปริมาณที่มากเกินไปหรือไม่ โดยเฉพาะสารที่ก่อให้เกิดกลิ่น เช่น ไฮโดรเจนซัลไฟด์ (Hydrogen Sulfide) ซึ่งมีความเป็นพิษและส่งกลิ่นรุนแรงแม้ในความเข้มข้นต่ำ (มากกว่า 5 ppb)
4. การวิเคราะห์เพื่อการวินิจฉัย (Diagnostic Monitoring)
การตรวจสอบองค์ประกอบของก๊าซสามารถใช้ระบุปัญหาภายในหลุมฝังกลบได้ เช่น:
- การเกิดไฟไหม้ใต้ดิน: หากพบสารประกอบที่เสถียรในอุณหภูมิสูง (มากกว่า 500 °C) เช่น โพรพีน (Propene) จะเป็นหลักฐานว่าเกิดความร้อนสูงภายใน
- การสะสมของไฮโดรเจน (H2): การพบไฮโดรเจนในปริมาณสูงบ่งชี้ถึงการหยุดชะงักของจุลินทรีย์ที่ลด CO2 ซึ่งปกติจะเปลี่ยน H2 ให้เป็นมีเทน เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น จุลินทรีย์กลุ่มนี้จะทำงานไม่ได้ ทำให้ H2 สะสมตัว
ประเภทของอุปกรณ์ตรวจสอบก๊าซ
สำหรับการตรวจสอบพื้นผิว
- เครื่องวัดแบบอ่านค่าเดี่ยว (Single reading monitor): ให้ค่าองค์ประกอบก๊าซ ณ จุดที่วัด
- เครื่องวัดแบบต่อเนื่อง (Continuous gas monitor): ติดตั้งในหลุมเจาะเพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงขององค์ประกอบและการผลิตก๊าซตลอดเวลา
สำหรับการตรวจสอบระบบเก็บก๊าซ
จะเน้นการวัดองค์ประกอบก๊าซ (%CH4, %CO2, %O2), อุณหภูมิ, ความดัน และอัตราการไหล โดยมีอุปกรณ์ 3 ประเภท:
- เครื่องวัดแบบพกพา (Handheld): ใช้สำหรับอ่านค่าจากบ่อเก็บก๊าซแต่ละบ่อ
- เครื่องวัดแบบเดินสาย (Wired): ติดตั้งถาวรที่ระบบเผาทิ้งหรือโรงไฟฟ้าผลิตพลังงานจากก๊าซ
- เครื่องวัดแบบไร้สาย (Wireless): ติดตั้งที่บ่อเก็บก๊าซแต่ละบ่อ เพื่อการติดตามผลแบบเรียลไทม์
คำถามที่พบบ่อย
การตรวจสอบพื้นผิว (Surface Monitoring) มีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร?
เพื่อตรวจสอบความสมบูรณ์ของชั้นปิดทับขยะและตรวจหาการรั่วไหลของก๊าซมีเทนออกสู่บรรยากาศหรือแพร่กระจายออกนอกพื้นที่หลุมฝังกลบ
เราสามารถทราบได้อย่างไรว่าเกิดไฟไหม้ใต้ดินในหลุมฝังกลบจากการตรวจก๊าซ?
สามารถสังเกตได้จากการพบสารประกอบที่ทนความร้อนสูง เช่น โพรพีน (Propene) หรือการเพิ่มขึ้นของก๊าซไฮโดรเจน (H2) ซึ่งเกิดจากการที่จุลินทรีย์บางชนิดถูกทำลายด้วยความร้อน
เครื่องวัดก๊าซแบบไร้สายมีข้อดีอย่างไรเมื่อเทียบกับแบบเดินสาย?
เครื่องวัดแบบไร้สายสามารถติดตั้งได้ยืดหยุ่นกว่า โดยสามารถติดตั้งที่บ่อเก็บก๊าซแต่ละบ่อได้โดยตรง ทำให้ติดตามการผลิตก๊าซในแต่ละจุดได้แบบต่อเนื่องโดยไม่ต้องเดินสายไฟระยะไกล
