เครื่องเล่นแผ่นเสียงระบบเลเซอร์
สรุปใจความสำคัญ
- ใช้ลำแสงเลเซอร์ในการอ่านร่องเสียงแทนหัวเข็ม ทำให้แผ่นเสียงไม่มีการสึกหรอจากการเล่น
- สัญญาณที่ได้ยังคงเป็นสัญญาณอนาล็อก ไม่ใช่การแปลงเป็นดิจิทัลเหมือนเครื่องเล่นซีดี
- ไม่สามารถอ่านแผ่นเสียงที่เป็นสีหรือแผ่นใสได้ เนื่องจากเลเซอร์ต้องส่องผ่านเนื้อวัสดุได้ในระดับหนึ่ง
- มีความไวต่อฝุ่นสูงมาก เนื่องจากลำแสงเลเซอร์ไม่มีมวลที่จะดันฝุ่นออกจากร่องเสียงได้เหมือนหัวเข็มเพชร
เครื่องเล่นแผ่นเสียงระบบเลเซอร์ (Laser Turntable) หรือเครื่องเล่นแผ่นเสียงแบบออปติคัล (Optical Turntable) คือเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่ใช้ลำแสงเลเซอร์ในการอ่านร่องเสียงของแผ่นเสียงมาตรฐาน (LP) แทนการใช้หัวเข็ม (Stylus) แบบดั้งเดิม แม้ว่าเทคโนโลยีนี้จะใช้การอ่านด้วยแสงเช่นเดียวกับเครื่องเล่นซีดี (Compact Disc) แต่สัญญาณที่ได้จากเครื่องเล่นแผ่นเสียงเลเซอร์ยังคงเป็นสัญญาณอนาล็อกและไม่มีการแปลงเป็นข้อมูลดิจิทัล

ประวัติและการพัฒนา
จุดเริ่มต้นและงานวิจัย
ในปี 1977 William K. Heine ได้นำเสนอบทความเรื่อง "A Laser Scanning Phonograph Record Player" ในการประชุม Audio Engineering Society (AES) ครั้งที่ 57 โดยรายละเอียดในงานวิจัยระบุถึงการใช้เลเซอร์ฮีเลียม-นีออน (Helium-Neon Laser) ขนาด 2.2 มิลลิวัตต์ เพียงตัวเดียวในการติดตามร่องเสียงและถอดรหัสเสียงสเตอริโอแบบเรียลไทม์ ซึ่งต้นแบบที่ชื่อว่า "LASERPHONE" นี้ได้รับการจดสิทธิบัตรในสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 1976
ความพยายามของ Finial Technology
ในช่วงปี 1981 Robert S. Reis นักศึกษาปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ได้เขียนวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับเครื่องเล่นแผ่นเสียงแบบออปติคัล ต่อมาในปี 1983 เขาและ Robert E. Stoddard ได้ร่วมกันก่อตั้งบริษัท Finial Technology เพื่อพัฒนาและทำตลาดเครื่องเล่นแผ่นเสียงเลเซอร์ โดยได้รับเงินทุนสนับสนุนถึง 7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ในปี 1984 Finial ได้นำแบบจำลอง (Mock-up) มาแสดงในงาน Consumer Electronics Show (CES) และต่อมาในปี 1986 ได้เปิดตัวต้นแบบที่ใช้งานได้จริงรุ่น LT-1 อย่างไรก็ตาม พบข้อบกพร่องสำคัญคือ ระบบเลเซอร์มีความแม่นยำสูงมากจนสามารถ "อ่าน" ทุกอนุภาคของฝุ่นและสิ่งสกปรกบนแผ่นเสียงได้ ซึ่งต่างจากหัวเข็มแบบเพชรที่จะดันฝุ่นออกไปด้านข้างขณะเล่น
เครื่องเล่นของ Finial ไม่เคยเข้าสู่กระบวนการผลิตจำนวนมาก เนื่องจากปัญหาด้านต้นทุนการผลิตที่สูง ความล่าช้าในการจัดหาชิ้นส่วน และการเกิดขึ้นของแผ่นซีดี (Compact Disc) ในช่วงต้นทศวรรษ 1980 ซึ่งทำให้ยอดขายแผ่นเสียงลดลงอย่างรวดเร็ว จนบริษัทต้องปิดตัวลงในที่สุด
การสืบทอดโดย ELP Japan
ในปี 1989 บริษัท CTI Japan ได้ซื้อสิทธิบัตรจาก Finial และก่อตั้งบริษัท ELP Japan เพื่อพัฒนาต่อยอดจนสามารถวางจำหน่ายเครื่องเล่นแผ่นเสียงเลเซอร์รุ่น ELP LT-1XA ได้ในปี 1997 โดยมีราคาสูงถึง 20,500 ดอลลาร์สหรัฐ (และลดลงเหลือ 10,500 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2003)
เครื่องเล่นของ ELP ใช้เลเซอร์ 2 ตัวในการอ่านร่องเสียง และอีก 3 ตัวในการกำหนดตำแหน่งหัวอ่าน ซึ่งมีจุดเด่นคือสามารถปรับความลึกในการอ่านร่องเสียงเพื่อหลีกเลี่ยงส่วนที่สึกหรอของแผ่นเสียงได้ แต่มีข้อจำกัดคือไม่สามารถอ่านแผ่นเสียงที่เป็นสีหรือแผ่นใสได้
ประสิทธิภาพและการใช้งาน
จากการรีวิวโดยผู้เชี่ยวชาญด้านเสียง เช่น Jonathan Valin จาก The Absolute Sound และ Michael Fremer จาก Stereophile พบว่าเครื่องเล่นแผ่นเสียงเลเซอร์มีข้อดีและข้อเสียที่ชัดเจนดังนี้:
- ข้อดี: ไม่มีการสึกหรอของแผ่นเสียง (เนื่องจากไม่มีการสัมผัส), ไม่มีเสียงรบกวนจากการสั่นสะเทือนของหัวเข็ม (Cartridge-induced resonances), และมีการแยกช่องสัญญาณ (Channel separation) ที่ดีเยี่ยม
- ข้อเสีย: ไวต่อฝุ่นและสิ่งสกปรกอย่างมาก จำเป็นต้องทำความสะอาดแผ่นเสียงแบบเปียก (Wet-cleaning) ทันทีก่อนการเล่น และบางความเห็นระบุว่าการตอบสนองย่านความถี่ต่ำ (Bass response) อาจไม่โดดเด่นเท่าที่ควร ซึ่งเป็นข้อจำกัดของตัวแผ่นเสียงเอง
คำถามที่พบบ่อย
เครื่องเล่นแผ่นเสียงเลเซอร์ต่างจากเครื่องเล่นซีดีอย่างไร?
แม้จะใช้เลเซอร์เหมือนกัน แต่เครื่องเล่นแผ่นเสียงเลเซอร์อ่านร่องเสียงทางกายภาพของแผ่นไวนิล (Analog) ในขณะที่เครื่องเล่นซีดีอ่านข้อมูลดิจิทัล (Digital) ที่ถูกบันทึกไว้ในรูปแบบบิต
ทำไมเครื่องเล่นนี้ถึงมีราคาสูงมาก?
เนื่องจากใช้เทคโนโลยีเลเซอร์ที่มีความแม่นยำสูง ระบบควบคุมตำแหน่งที่ซับซ้อน และมีกลุ่มเป้าหมายเป็นเพียงกลุ่มนักสะสมระดับไฮเอนด์ (Audiophiles) ทำให้ไม่มีการผลิตในปริมาณมากเพื่อลดต้นทุน
เครื่องเล่นแผ่นเสียงเลเซอร์สามารถเล่นแผ่นเสียงทุกประเภทได้หรือไม่?
ไม่สามารถเล่นแผ่นเสียงที่เป็นสีหรือแผ่นใสได้ เนื่องจากคุณสมบัติของลำแสงเลเซอร์ในการสะท้อนและหักเหแสงกับวัสดุแผ่นเสียง