← กลับไปยังบทความทั้งหมด

เกมที่ใช้ตำแหน่งที่ตั้งเป็นหลัก นวัตกรรมความบันเทิงที่เชื่อมโลกจริงกับโลกเสมือน

สรุปใจความสำคัญ

  • เกมที่ใช้ตำแหน่งที่ตั้งทำงานโดยอาศัยระบบ GPS เพื่อติดตามตำแหน่งของผู้เล่นในโลกจริง
  • สามารถแบ่งออกเป็นเกมทางกายภาพ (เช่น Geocaching) และเกมดิจิทัล (เช่น Pokémon GO)
  • เทคโนโลยี AR และ ILM ถูกนำมาใช้เพื่อสร้างประสบการณ์การเล่นที่สมจริงยิ่งขึ้น
  • สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ด้านภูมิศาสตร์และสิ่งแวดล้อมได้
  • อาจก่อให้ให้เกิดอุบัติเหตุทางถนนหากผู้เล่นขาดความระมัดระวังหรือเล่นขณะขับรถ

เกมที่ใช้ตำแหน่งที่ตั้งเป็นหลัก (หรือที่เรียกว่า Location-enabled game หรือ Geolocation-based game) คือประเภทของเกมที่การดำเนินเรื่องและระบบการเล่นจะพัฒนาไปตามตำแหน่งที่ตั้งในโลกแห่งความเป็นจริงของผู้เล่น โดยเกมเหล่านี้จำเป็นต้องมีกลไกที่ช่วยให้ผู้เล่นสามารถระบุตำแหน่งของตนเองได้ ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะใช้ระบบ GPS (Global Positioning System) และมักจะรันบนโทรศัพท์มือถือที่รองรับความสามารถดังกล่าว

ประเภทของเกมที่ใช้ตำแหน่งที่ตั้ง

เกมประเภทนี้สามารถแบ่งออกได้เป็นทั้งรูปแบบดิจิทัลและรูปแบบทางกายภาพ:

  • รูปแบบทางกายภาพ: เช่น Geocaching ซึ่งเป็นกิจกรรมนันทนาการกลางแจ้งที่ผู้เข้าร่วมใช้เครื่องรับ GPS หรืออุปกรณ์มือถือเพื่อค้นหาและซ่อนตู้คอนเทนเนอร์ตามจุดต่างๆ
  • รูปแบบดิจิทัล: เช่น Pokémon GO ซึ่งเป็นเกมที่ดำเนินอยู่ในอุปกรณ์ดิจิทัลเกือบทั้งหมด โดยมีการโต้ตอบกับโลกทางกายภาพในระดับที่น้อยมาก
ตัวอย่างเส้นทางในเกมที่ใช้ตำแหน่งที่ตั้ง
ตัวอย่างการแสดงเส้นทางในเกมที่ใช้ตำแหน่งที่ตั้งเป็นหลัก

เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง

เกมวิดีโอที่ใช้ตำแหน่งที่ตั้งมักนำเทคโนโลยีมือถือขั้นสูงมาใช้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดื่มด่ำ (Immersive Experience) เช่น:

  • NFC (Near Field Communication), Bluetooth และ UWB (Ultra-Wideband): เพื่อการเชื่อมต่อระยะใกล้
  • AR (Augmented Reality): การนำภาพเสมือนมาซ้อนทับบนโลกจริง
  • Image Linked Map (ILM): อินเทอร์เฟซแผนที่ที่เชื่อมโยงกับรูปภาพ ซึ่งจะแสดงตำแหน่งที่ได้รับการรับรอง (Geotagged locations) บนแผนที่ที่สร้างขึ้นจากข้อมูล GPS เช่นที่เห็นในเกม Pokémon GO และ Ingress
จุด PokéStop ในเกม Pokémon GO
จุด PokéStop ซึ่งเป็นตัวอย่างของตำแหน่งที่ระบุพิกัดทางภูมิศาสตร์ในเกม

การเรียนรู้ผ่านเกม

นักวิจัยพบว่าเกมที่ใช้ตำแหน่งที่ตั้งสามารถกระตุ้นการเรียนรู้ในลักษณะทางสังคม ประสบการณ์ตรง และการเรียนรู้ตามบริบท โดยเฉพาะในวิชาภูมิศาสตร์และการศึกษาสิ่งแวดล้อม โดยสามารถแบ่งวัตถุประสงค์ของเกมได้เป็น 3 กลุ่มหลัก:

  1. กลุ่มเพื่อความบันเทิง (Ludic): เน้นความสนุกสนาน เช่น เกมแนวแอ็กชัน การยิง หรือการล่าสมบัติ ซึ่งมักจะมีความเชื่อมโยงกับเนื้อเรื่องน้อย
  2. กลุ่มเพื่อการศึกษา (Pedagogic): เน้นการเรียนรู้เป็นหลัก เช่น โปรแกรมจำลองการมีส่วนร่วม หรือการเรียนภาษาตามบริบท
  3. กลุ่มผสมผสาน (Hybrid): เช่น เกมในพิพิธภัณฑ์ หรือนิยายเคลื่อนที่ (Mobile Fiction)

ข้อกังวลและความปลอดภัย

ความนิยมของเกมเหล่านี้ก็นำมาซึ่งข้อกังวลด้านความปลอดภัย โดยมีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Purdue ระบุว่าเกมอย่าง Pokémon GO อาจส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากผู้เล่นบางส่วนเล่นเกมขณะขับรถ ซึ่งนำไปสู่การบาดเจ็บและการสูญเสียชีวิต รวมถึงความเสียหายทางทรัพย์สินมูลค่ามหาศาล

ประเด็นทางกฎหมายและพื้นที่ส่วนบุคคล

การที่ผู้เล่นจำนวนมากหลั่งไหลไปยังจุดที่กำหนดในเกม อาจส่งผลดีต่อธุรกิจท้องถิ่นและสถานที่ท่องเที่ยว แต่ในขณะเดียวกันก็อาจสร้างปัญหาหากจุดนั้นตั้งอยู่ในพื้นที่ส่วนบุคคลหรือพื้นที่ที่มีการจำกัดการเข้าถึง ซึ่งนำไปสู่ข้อพิพาททางกฎหมายเกี่ยวกับการบุกรุกพื้นที่ส่วนบุคคล และสิทธิในการเข้าถึงพื้นที่สาธารณะ ซึ่งปัจจุบันกฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์สินในโลกเสมือนที่ซ้อนทับบนโลกจริงยังคงเป็นประเด็นที่ต้องมีการวิเคราะห์และหาข้อสรุปต่อไป

คำถามที่พบบ่อย

เกมที่ใช้ตำแหน่งที่ตั้งคืออะไร?

คือเกมที่ระบบการเล่นจะเปลี่ยนแปลงและดำเนินไปตามตำแหน่งที่ตั้งจริงของผู้เล่นในโลกแห่งความเป็นจริง โดยมักใช้ GPS ในการระบุพิกัด

เทคโนโลยีใดบ้างที่ใช้ในเกมประเภทนี้?

ส่วนใหญ่ใช้ GPS เป็นหลัก และมักใช้ร่วมกับ Augmented Reality (AR), Bluetooth, NFC และระบบแผนที่แบบ Image Linked Map (ILM)

เกมประเภทนี้มีประโยชน์ด้านการศึกษาอย่างไร?

ช่วยให้ผู้เล่นเกิดการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรง (Experiential Learning) และการเรียนรู้ทางสังคม โดยเฉพาะในวิชาภูมิศาสตร์และสิ่งแวดล้อม