← กลับไปยังบทความทั้งหมด

แม็กซ์ แพทคิน เจ้าชายตัวตลกแห่งวงการเบสบอล

สรุปใจความสำคัญ

  • ได้รับฉายาว่า 'เจ้าชายตัวตลกแห่งวงการเบสบอล' (Clown Prince of Baseball)
  • เริ่มต้นอาชีพตัวตลกจากการแสดงท่าทางล้อเลียนหลังจากถูก โจ ดิแมจจิโอ ตีโฮมรันในปี 1944
  • สวมชุดยูนิฟอร์มที่มีเครื่องหมายคำถาม (?) แทนหมายเลขเสื้อ
  • ร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง Bull Durham ในปี 1988
  • ทำการแสดงรวมแล้วมากกว่า 4,000 ครั้ง ตลอดระยะเวลา 51 ปี

แม็กซ์ แพทคิน (Max Patkin; 10 มกราคม ค.ศ. 1920 – 30 ตุลาคม ค.ศ. 1999) เป็นอดีตนักเบสบอลชาวอเมริกันและนักแสดงตัวตลก ผู้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในฉายา "เจ้าชายตัวตลกแห่งวงการเบสบอล" (Clown Prince of Baseball) ซึ่งเป็นการเล่นคำจากคำว่า "Crown Prince" (มกุฎราชกุมาร)

แพทคินเป็นบุคคลที่สามที่ได้รับฉายานี้อย่างเป็นทางการ โดยต่อจาก อัล ชัคท์ (Al Schacht) และ แจ็กกี ไพรซ์ (Jackie Price) แม้ว่าในอดีตจะมีผู้เล่นอย่าง อาร์ลี ลาแธม (Arlie Latham) จากทีมเซนต์หลุยส์ บราวน์ส ที่เคยถูกเรียกด้วยฉายานี้เช่นกัน ทั้งนี้ แพทคินได้สร้างความบันเทิงในฐานะตัวตลกเบสบอลมาอย่างยาวนานถึง 51 ปี

ภาพถ่ายของ แม็กซ์ แพทคิน ในปี ค.ศ. 1967
แม็กซ์ แพทคิน ในปี ค.ศ. 1967

เส้นทางอาชีพและการเริ่มต้นเป็นตัวตลก

เดิมทีแพทคินมีความตั้งใจที่จะเป็นนักเบสบอลอาชีพ แต่เนื่องจากอาการบาดเจ็บที่แขนทำให้เส้นทางในลีกไมเนอร์ (Minor League) ของเขาต้องหยุดชะงักลง ต่อมาเขาได้เข้าร่วมกองทัพเรือสหรัฐฯ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1944 ขณะที่เขาประจำการอยู่ที่ฮาวาย แพทคินซึ่งทำหน้าที่เป็นพิชเชอร์ (Pitcher) ให้กับทีมบริการของกองทัพ ได้เผชิญหน้ากับ โจ ดิแมจจิโอ (Joe DiMaggio) นักเบสบอลระดับตำนาน ซึ่งดิแมจจิโอสามารถตีโฮมรันได้จากการขว้างของเขา ในจังหวะนั้น แพทคินได้แสดงอาการโกรธแบบล้อเลียน โดยการขว้างถุงมือลงพื้นและเดินตามดิแมจจิโอไปรอบฐาน ซึ่งสร้างความขบขันและเสียงหัวเราะให้กับผู้ชมจำนวนมาก เหตุการณ์นี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของอาชีพนักแสดงตัวตลกของเขา

การทำงานร่วมกับ Cleveland Indians และการทัวร์แสดง

ในช่วงปลายทศวรรษ 1940 แพทคินได้รับการว่าจ้างจาก บิล วีค (Bill Veeck) ให้ดำรงตำแหน่งโค้ชเบสที่หนึ่ง (First Base Coach) ของทีม Cleveland Indians ระหว่างปี ค.ศ. 1946 ถึง 1949 อย่างไรก็ตาม หลังจากที่วีคขายทีมในปี ค.ศ. 1949 แพทคินได้เริ่มต้นการเดินทางทัวร์แสดง (Barnstorming) ไปทั่วประเทศ

ในการแสดงของเขา แพทคินมักจะปรากฏตัวในชุดยูนิฟอร์มที่หลวมโคร่ง โดยที่ด้านหลังเสื้อไม่มีหมายเลข แต่เป็นเครื่องหมายคำถาม (?) แทน และสวมหมวกเบสบอลที่เอียงไปมาตลอดเวลา จุดเด่นของเขาคือใบหน้าที่สามารถบิดเบี้ยวและทำหน้าตาตลกขบขันได้หลากหลายรูปแบบ แม้ว่าจะมีบางส่วนที่มองว่าการแสดงของเขาเป็นเรื่องล้าสมัย แต่เขาก็กลายเป็นบุคคลที่เป็นที่รักในวงการเบสบอล

ความสำเร็จและผลงานในวัฒนธรรมป๊อป

แพทคินปรากฏตัวในการแสดงมากกว่า 4,000 ครั้ง โดยมีบันทึกที่น่าสนใจว่า ในวันที่ 20 กรกฎาคม ค.ศ. 1969 เขาแสดงต่อหน้าผู้ชมเพียง 4 คนในเมืองเกรตฟอลส์ รัฐมอนทานา เนื่องจากแฟนเบสบอลส่วนใหญ่กำลังรับชมการลงจอดบนดวงจันทร์ของมนุษย์ครั้งแรกผ่านทางโทรทัศน์

ในปี ค.ศ. 1988 เขาได้รับเกียรติให้เป็น "ราชาแห่งเบสบอล" (King of Baseball) ในงาน Winter Meetings ที่เมืองแอตแลนตา และในปีเดียวกันนั้น เขาได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง Bull Durham ร่วมกับ เควิน คอสต์เนอร์ (Kevin Costner), ทิม ร็อบบินส์ (Tim Robbins) และ ซูซาน ซารันดอน (Susan Sarandon) โดยรับบทเป็นตัวของเขาเอง

ในปี ค.ศ. 2020 องค์กร Baseball Reliquary ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ที่ชื่นชอบวัฒนธรรมเบสบอล ได้โหวตให้แพทคินเข้าสู่ Shrine of the Eternals เพื่อเป็นการยกย่องคุณูปการของเขาต่อวัฒนธรรมกีฬา

บั้นปลายชีวิต

แม็กซ์ แพทคิน เกษียณจากการเป็นตัวตลกในปี ค.ศ. 1995 และเสียชีวิตด้วยอาการหลอดเลือดสมองโป่งพอง (Aneurysm) ในปี ค.ศ. 1999 ขณะมีอายุได้ 79 ปี ที่เมืองพอลี รัฐเพนซิลเวเนีย

คำถามที่พบบ่อย

แม็กซ์ แพทคิน คือใคร?

เขาคืออดีตนักเบสบอลและนักแสดงตัวตลกชาวอเมริกัน ผู้ได้รับฉายาว่า 'เจ้าชายตัวตลกแห่งวงการเบสบอล' ซึ่งสร้างความบันเทิงในเกมการแข่งขันเบสบอลมานานกว่า 5 ทศวรรษ

ทำไมเขาถึงเริ่มเป็นตัวตลกเบสบอล?

หลังจากได้รับบาดเจ็บที่แขนจนไม่สามารถเล่นเบสบอลอาชีพได้ และในระหว่างที่ประจำการในกองทัพเรือปี 1944 เขาได้แสดงท่าทางตลกขบขันหลังจากถูก โจ ดิแมจจิโอ ตีโฮมรัน ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากจนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของอาชีพ

เอกลักษณ์ของ แม็กซ์ แพทคิน คืออะไร?

answer: เขาจะสวมชุดยูนิฟอร์มเบสบอลที่หลวมโคร่ง และมีเครื่องหมายคำถาม (?) อยู่ที่ด้านหลังเสื้อแทนที่จะเป็นหมายเลขผู้เล่นปกติ

แม็กซ์ แพทคิน เคยร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่องใด?

เขาปรากฏตัวในภาพยนตร์เรื่อง Bull Durham (1988) โดยรับบทเป็นตัวของเขาเอง