ถ้ำมุมบา แหล่งโบราณคดีสำคัญในแทนซาเนียและการเปลี่ยนผ่านยุคหิน
สรุปใจความสำคัญ
- ถ้ำมุมบาตั้งอยู่ในประเทศแทนซาเนีย ใกล้กับทะเลสาบเอยาซี
- เป็นแหล่งโบราณคดีที่แสดงถึงการเปลี่ยนผ่านระหว่างยุคหินกลางและยุคหินตอนปลายในแอฟริกาตะวันออก
- มีการค้นพบลูกปัดเปลือกไข่นกกระจอกเทศและเครื่องมือหินขนาดเล็ก (microliths) จำนวนมาก
- การขุดค้นในยุคแรกโดยตระกูลโคล-ลาร์เซนมีปัญหาเรื่องการเก็บข้อมูลและลำดับชั้นดินที่ปนเปื้อน
ถ้ำมุมบา ตั้งอยู่ใกล้กับทะเลสาบเอยาซี (Lake Eyasi) ที่มีความเป็นด่างสูง ในเขตการาตู ภูมิภาคอารูชา ประเทศแทนซาเนีย ถ้ำแห่งนี้เป็นแหล่งโบราณคดีที่สำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากมีการค้นพบหลักฐานการสะสมตัวของชั้นดินที่ครอบคลุมช่วงการเปลี่ยนผ่านระหว่าง ยุคหินกลาง (Middle Stone Age) และ ยุคหินตอนปลาย (Late Stone Age) ในแอฟริกาตะวันออก

การขุดค้นโดยตระกูลโคล-ลาร์เซน
ถ้ำแห่งนี้ถูกสำรวจครั้งแรกโดย ลุดวิก โคล-ลาร์เซน (Ludwig Kohl-Larsen) และภรรยา มาร์กิต (Margit) ในระหว่างการเดินทางสำรวจปี ค.ศ. 1934 ถึง 1936 พวกเขาได้ค้นพบโบราณวัตถุจำนวนมาก ศิลปะบนผนังถ้ำ และหลุมฝังศพ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่ตีพิมพ์ออกมามีเพียงคำอธิบายสั้นๆ เท่านั้น แม้ว่างานของพวกเขาจะได้รับการยอมรับว่ามีความละเอียดถี่ถ้วนในระดับหนึ่ง แต่เนื่องจากในขณะนั้นทั้งคู่ไม่ได้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคทางโบราณคดีที่ถูกต้อง ทำให้การขุดค้นในอดีตส่งผลกระทบต่อการวิเคราะห์ข้อมูลในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความไม่น่าเชื่อถือของข้อมูลคาร์บอน-14 (C-14) และลำดับชั้นดินที่สับสน
ในปี ค.ศ. 1938 มาร์กิต โคล-ลาร์เซน ได้กลับมาที่ถ้ำมุมบาอีกครั้งเพื่อสร้างความเข้าใจที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น แม้ว่าในขณะนั้นงานของเธอจะถูกมองว่าเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่ แต่การศึกษาในยุคหลังพบว่ามีปัญหาในการขาดการวิเคราะห์โบราณวัตถุ ตัวอย่างดิน และซากสัตว์ที่ขุดพบ นอกจากนี้ ลุดวิก โคล-ลาร์เซน ยังให้ความสำคัญกับเครื่องมือหินขนาดใหญ่มากกว่าเศษหินขนาดเล็ก (microliths) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของยุคหินตอนปลาย ทำให้มีการเก็บรวบรวมหินเพียง 2% ของทั้งหมดที่พบ
ลำดับชั้นดินของแหล่งโบราณคดี
พื้นที่ขุดค้นมีขนาดประมาณ 9 x 12.5 เมตร โดยมีความลึกถึงชั้นหินพื้นฐานระหว่าง 9 ถึง 11 เมตร นักโบราณคดีได้แบ่งชั้นดินออกเป็น 6 ชั้น (Beds) ซึ่งแม้ว่าจะมีปัญหาเรื่องการปนเปื้อน แต่ยังคงถูกใช้เป็นจุดอ้างอิงในการวิเคราะห์ปัจจุบัน ดังนี้:
ชั้นดินที่ 1 (Bed I)
เป็นระดับพื้นผิว ประกอบด้วยเศษหินออบซิเดียน (obsidian), ลูกปัดเปลือกไข่นกกระจอกเทศ, เศษไม้จากกองไฟ, เศษภาชนะดินเผา และหัวลูกศรที่มีลักษณะคล้ายกับที่ชาวฮัดซา (Hadza) ใช้
ชั้นดินที่ 2 (Bed II)
มีอายุจากการตรวจวัดคาร์บอน-14 ประมาณ 381 ± 91 ปี โดยพบซากกระดูกมนุษย์และสัตว์ เช่น เต่าและปลา (บางชิ้นมีการแกะสลัก) รวมถึงลูกปัดเปลือกไข่นกกระจอกเทศ ภาชนะดินเผา เครื่องมือหินออบซิเดียน และดินสีแดง (red ochre)
ชั้นดินที่ 3 (Bed III)
เป็นชั้นที่อุดมสมบูรณ์มาก พบกองขยะอาหาร (kitchen midden) ที่ประกอบด้วยกระดูกสัตว์และเศษภาชนะดินเผา รวมถึงลูกปัดเปลือกไข่นกกระจอกเทศที่ตกแต่งสวยงาม และหลุมฝังศพมนุษย์หลายแห่ง ภาชนะดินเผาในชั้นนี้ถูกระบุว่าเป็นประเภท "Kansyore Ware" ซึ่งเกี่ยวข้องกับกลุ่มพรานล่าสัตว์และเก็บของป่า นอกจากนี้ยังพบ "Narosura Ware" จากยุคหินใหม่ และ "Lelesu Ware" จากยุคเหล็ก โดยมีอายุประมาณ 844 ± 78 ปี
ชั้นดินที่ 4 (Bed IV)
ถูกระบุว่าเป็นชั้นดินที่ปราศจากร่องรอยทางวัฒนธรรม (sterile) ซึ่งเป็นชั้นตะกอนชายหาด มีอายุประมาณ 21,530 ± 320 ปี
ชั้นดินที่ 5 (Bed V)
ประกอบด้วยกระดูกฟอสซิลและเศษหินถล่ม พบเครื่องบดและเม็ดสี นักโบราณคดีบางคนเรียกชั้นนี้ว่า "อุตสาหกรรมมุมบา" (Mumba Industry) ซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างยุคหินกลางและยุคหินตอนปลาย แต่การวิเคราะห์ใหม่ระบุว่าน่าจะเป็นเทคโนโลยีของยุคหินตอนปลายเพียงอย่างเดียว โดยมีอายุประมาณ 31,070 ± 500 ปี
ชั้นดินที่ 6 (Bed VI)
เป็นชั้นที่มีกระดูกน้อยที่สุดและเป็นฟอสซิลทั้งหมด พบวัตถุดิบธรรมชาติและเครื่องมือหินควอตซ์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับ "อุตสาหกรรมซันซาโก" (Sanzako Industry) เช่น เครื่องขูดที่มีรอยบาก และเครื่องสับ (choppers) ขนาดใหญ่ มีอายุประมาณ 19,820 ± 750 ปี
คำถามที่พบบ่อย
ถ้ำมุมบามีความสำคัญทางโบราณคดีอย่างไร?
เป็นแหล่งข้อมูลสำคัญในการศึกษาการเปลี่ยนผ่านของพฤติกรรมมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ จากยุคหินกลางไปสู่ยุคหินตอนปลาย โดยเฉพาะการใช้เครื่องมือหินขนาดเล็กและเครื่องประดับ
ใครเป็นผู้ขุดค้นถ้ำมุมบาเป็นกลุ่มแรก?
ลุดวิก และ มาร์กิต โคล-ลาร์เซน (Ludwig and Margit Kohl-Larsen) ในช่วงปี ค.ศ. 1934-1936
โบราณวัตถุที่โดดเด่นที่สุดที่พบในถ้ำมุมบาคืออะไร?
ลูกปัดที่ทำจากเปลือกไข่นกกระจอกเทศ และเครื่องมือหินขนาดเล็ก (microliths)