← กลับไปยังบทความทั้งหมด

บทบาทของดนตรีในการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิการเลือกตั้งของสตรีในสหรัฐฯ

สรุปใจความสำคัญ

  • ดนตรีถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความสามัคคีและให้เสียงแก่สตรีผู้เรียกร้องสิทธิในสหรัฐฯ
  • เพลงสิทธิสตรีมักใช้ทำนองเพลงยอดนิยมหรือเพลงกล่อมเด็กเพื่อให้เข้าถึงผู้หญิงทุกชนชั้น
  • การแต่งเพลงสวดในโบสถ์เป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ผู้หญิงเริ่มใช้เสียงของตนเองในการแต่งเพลงเพื่อการเมือง
  • เพลงถูกแบ่งออกเป็น 'เพลงสำหรับการชุมนุม' (rally songs) และ 'เพลงเพื่อการโน้มน้าวใจ' (songs of persuasion)

ดนตรีถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิการเลือกตั้งของสตรีในสหรัฐอเมริกา โดยมีบทบาทสำคัญในขบวนพาเหรด การชุมนุม และการประชุมสัมมนาต่างๆ ที่จัดขึ้นโดยกลุ่มสตรีผู้เรียกร้องสิทธิ (suffragists) เพลงที่เขียนขึ้นเพื่อการนี้ได้ช่วยสร้างความสามัคคีให้กับผู้หญิงจากหลากหลายภูมิภาคและสถานะทางสังคมและเศรษฐกิจ เนื่องจากเนื้อหาที่สร้างพลังใจถูกนำมาใส่ในทำนองเพลงที่คุ้นเคย

ในยุคที่การพูดในที่สาธารณะทางการเมืองเป็นเรื่องที่สังคมไม่ยอมรับสำหรับผู้หญิง การร้องเพลงจึงเป็นช่องทางเดียวที่พวกเธอสามารถแสดงออกถึงความคิดเห็นทางการเมืองของตนเองได้ ดนตรีจึงส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อความพยายามในการเรียกร้องสิทธิสตรีตลอดศตวรรษที่ 20 และยังคงเป็นสื่อกลางในการระลึกถึงความพยายามในอดีตและส่งเสริมลัทธิเฟมินิสต์ในปัจจุบัน

The Suffragettes March for Pianoforte
เพลงมาร์ช "The Suffragettes" สำหรับเปียโน โดย Vincenzo Billi ปี 1913

การสร้างความสามัคคีในหมู่สตรี

การเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิการเลือกตั้งของสตรีในสหรัฐฯ ประกอบด้วยผู้หญิงหลายพันคนที่มีพื้นฐานที่แตกต่างกัน ดนตรีจึงเป็นเครื่องมือที่ทำให้การเคลื่อนไหวนี้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น โดยเนื้อเพลงของเพลงสตรีผู้เรียกร้องสิทธิมักจะเป็นการวิพากษ์วิจารณ์สังคมและการเมือง แต่ถูกนำมาใส่ในทำนองเพลงที่ผู้คนทั่วไปรู้จักกันดี

ตัวอย่างเช่น ในหนังสือ The Suffrage Song Book เพลง "Three Blind Men" ถูกนำมาใส่ในทำนองเพลง "Three Blind Mice" การใช้ทำนองเพลงยอดนิยมทำให้ผู้หญิงจากทุกชนชั้นและพื้นฐานสามารถร้องเพลงเหล่านี้ได้ นอกจากนี้ เพลงส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกเขียนเป็นโน้ตเพลง (sheet music) แต่ถูกพิมพ์เป็นบทกวี (stanzas) โดยระบุทำนองเพลงในหัวข้อเพลง ซึ่งช่วยให้ผู้หญิงชนชั้นล่างที่ไม่ได้ผ่านการฝึกฝนทางดนตรีสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น และยังช่วยลดต้นทุนในการพิมพ์เพื่อให้กระจายตัวได้กว้างขวางขึ้น

หนังสือเหล่านี้ถูกรวบรวมเป็นเล่มที่เรียกว่า "songsters" ซึ่งอาศัยัยการใช้ประสบการณ์ทางวัฒนธรรมร่วมกัน เช่น เพลงกล่อมเด็กและเพลงสวดในโบสถ์ เพื่อสร้างความสามัคคีในกลุ่มผู้หญิง

Suffragists in Hackensack
คอนเสิร์ตวงดนตรี "Don't Forget!" ของกลุ่มสตรีผู้เรียกร้องสิทธิใน Hackensack รัฐนิวเจอร์ซีย์ ประมาณปี 1914

ประวัติศาสตร์และการวิวัฒนาการ

ก่อนศตวรรษที่ 20 ผู้หญิงถูกคาดหวังให้เงียบเสียงลง โดยเฉพาะในเรื่องการเมือง การส่งเสียงของสหรัฐฯ ส่วนใหญ่เป็นของผู้ชาย แม้ว่าจะมีผู้หญิงบางคน เช่น Abigail Adams ที่ต่อสู้เพื่อสิทธิของตนเองตั้งแต่ช่วงก่อตั้งประเทศ แต่ผู้หญิงแทบไม่มีตัวแทนทางการเมืองเลย

ในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 การต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีเริ่มเป็นรูปธรรมมากขึ้นในการประชุมที่ Seneca Falls รัฐนิวเจอร์ซีย์ ซึ่งจุดประกายให้เกิดเฟมินิสต์ระลอกแรกในสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม การพูดเพื่อเรียกร้องสิทธิของตนเองในเรื่องรัฐบาลยังคงเป็นเรื่องยากลำบากอย่างยิ่ง

ในช่วงศตวรรษที่ 19 ชาวอเมริกันส่วนใหญ่เป็นคริสต์ศาสนิกชน ซึ่งเพลงสวด (hymns) เพลงสวดในโบสถ์เป็นวิธีเดียวที่ผู้หญิงสามารถแสดงออกถึงความรู้สึกในโบสถ์ได้ เนื่องจากพวกเธอไม่สามารถเทศนาได้ การที่ผู้หญิงเริ่มเขียนเพลงสวดของตนเองเพื่อแบ่งปันประสบการณ์และคำพยานของตนเอง แม้จะถูกต่อต้านจากผู้ชายในโบสถ์ แต่ก็ทำให้พวกเธอประสบความสำเร็จในฐานะนักแต่งเพลงสวด

บทบาทในการแต่งเพลงสวดได้วิวัฒนาการไปสู่การเขียนเพลงเพื่อการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิการเลือกตั้งของสตรี โดยมีเพลงที่เขียนขึ้นเพื่อตอบสนองต่อการประชุม Seneca Falls เช่น "Women's Rights Convention Waltz" โดย Julia F. Baker และ "Woman's Rights, a Right Good Ballad" โดย Kate Horn

เพลงเหล่านี้ถูกแบ่งออกเป็น "เพลงสำหรับการชุมนุม" (rally songs) และ "เพลงเพื่อการโน้มน้าวใจ" (songs of persuasion) โดยเพลงสำหรับการชุมนุมมักจะถูกพิมพ์เป็นแผ่นเดียวหรือรวมเล่มใน songsters ในขณะที่เพลงเพื่อการโน้มน้าวใจมักจะถูกตีพิมพ์ในเชิงพาณิชย์และเข้าถึงบ้านของผู้หญิงได้ง่ายกว่า

She's Good Enough To Be Your Baby's Mother
เพลง "She's Good Enough To Be Your Baby's Mother and She's Good Enough to Vote With You" โดย Herman Paley และ Alfred Bryan ปี 1916

ความช่วยเหลือจาก Hutchinson Family Singers

กลุ่ม Hutchinson Family Singers มีส่วนช่วยในการพัฒนาประเพณีดนตรีเพื่อสิทธิสตรี โดย Elizabeth Cady Stanton ระบุว่าครอบครัวนี้ทำงานอย่างแข็งขันเพื่อช่วยการเคลื่อนไหวนี้ผ่านดนตรี โดยเฉพาะในรัฐแคนซัสในปี 1867 โดย John W. Hutchinson ได้ร่วมแต่งเพลง "The Kansas Suffrage Song" ซึ่งใช้ทำนองเพลง "Old Dan Tucker" เพื่อช่วยในการรณรงค์หาเสียง

}

คำถามที่พบบ่อย

ทำไมดนตรีจึงมีความสำคัญต่อการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิการเลือกตั้งของสตรีในสหรัฐฯ?

เพราะในยุคที่ผู้หญิงถูกห้ามไม่ให้พูดเรื่องการเมืองในที่สาธารณะ การร้องเพลงเป็นช่องทางที่สังคมยอมรับและเป็นวิธีที่ให้พวกเธอสามารถแสดงออกถึงความคิดเห็นทางการเมืองและสร้างความสามัคคีในกลุ่มผู้หญิงจากหลากหลายพื้นฐานได้

Songsters คืออะไร?

Songsters คือหนังสือรวบรวมเนื้อเพลงที่ระบุทำนองเพลงที่คุ้นเคยในหัวข้อเพลง แทนที่จะใช้โน้ตเพลง เพื่อให้ผู้หญิงที่ไม่ได้ผ่านการฝึกฝนทางดนตรีและลดต้นทุนในการพิมพ์เพื่อให้กระจายตัวได้กว้างขวางขึ้น

เพลงสิทธิสตรีมีลักษณะอย่างไร?

เพลงเพลงสิทธิสตรีมักจะนำเนื้อหาที่เป็นการวิพากษ์วิจารณ์สังคมและการเมืองมาใส่ในทำนองเพลงที่ผู้คนทั่วไปรู้จักกันดี เช่น เพลงกล่อมเด็ก หรือเพลงสวดในโบสถ์