บทบาทของดนตรีในการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิการเลือกตั้งของสตรีในสหรัฐฯ
สรุปใจความสำคัญ
- ดนตรีถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความสามัคคีและให้เสียงแก่สตรีผู้เรียกร้องสิทธิในสหรัฐฯ
- เพลงสิทธิสตรีมักใช้ทำนองเพลงยอดนิยมหรือเพลงกล่อมเด็กเพื่อให้เข้าถึงผู้หญิงทุกชนชั้น
- การแต่งเพลงสวดในโบสถ์เป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ผู้หญิงเริ่มใช้เสียงของตนเองในการแต่งเพลงเพื่อการเมือง
- เพลงถูกแบ่งออกเป็น 'เพลงสำหรับการชุมนุม' (rally songs) และ 'เพลงเพื่อการโน้มน้าวใจ' (songs of persuasion)
ดนตรีถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิการเลือกตั้งของสตรีในสหรัฐอเมริกา โดยมีบทบาทสำคัญในขบวนพาเหรด การชุมนุม และการประชุมสัมมนาต่างๆ ที่จัดขึ้นโดยกลุ่มสตรีผู้เรียกร้องสิทธิ (suffragists) เพลงที่เขียนขึ้นเพื่อการนี้ได้ช่วยสร้างความสามัคคีให้กับผู้หญิงจากหลากหลายภูมิภาคและสถานะทางสังคมและเศรษฐกิจ เนื่องจากเนื้อหาที่สร้างพลังใจถูกนำมาใส่ในทำนองเพลงที่คุ้นเคย
ในยุคที่การพูดในที่สาธารณะทางการเมืองเป็นเรื่องที่สังคมไม่ยอมรับสำหรับผู้หญิง การร้องเพลงจึงเป็นช่องทางเดียวที่พวกเธอสามารถแสดงออกถึงความคิดเห็นทางการเมืองของตนเองได้ ดนตรีจึงส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อความพยายามในการเรียกร้องสิทธิสตรีตลอดศตวรรษที่ 20 และยังคงเป็นสื่อกลางในการระลึกถึงความพยายามในอดีตและส่งเสริมลัทธิเฟมินิสต์ในปัจจุบัน

การสร้างความสามัคคีในหมู่สตรี
การเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิการเลือกตั้งของสตรีในสหรัฐฯ ประกอบด้วยผู้หญิงหลายพันคนที่มีพื้นฐานที่แตกต่างกัน ดนตรีจึงเป็นเครื่องมือที่ทำให้การเคลื่อนไหวนี้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น โดยเนื้อเพลงของเพลงสตรีผู้เรียกร้องสิทธิมักจะเป็นการวิพากษ์วิจารณ์สังคมและการเมือง แต่ถูกนำมาใส่ในทำนองเพลงที่ผู้คนทั่วไปรู้จักกันดี
ตัวอย่างเช่น ในหนังสือ The Suffrage Song Book เพลง "Three Blind Men" ถูกนำมาใส่ในทำนองเพลง "Three Blind Mice" การใช้ทำนองเพลงยอดนิยมทำให้ผู้หญิงจากทุกชนชั้นและพื้นฐานสามารถร้องเพลงเหล่านี้ได้ นอกจากนี้ เพลงส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกเขียนเป็นโน้ตเพลง (sheet music) แต่ถูกพิมพ์เป็นบทกวี (stanzas) โดยระบุทำนองเพลงในหัวข้อเพลง ซึ่งช่วยให้ผู้หญิงชนชั้นล่างที่ไม่ได้ผ่านการฝึกฝนทางดนตรีสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น และยังช่วยลดต้นทุนในการพิมพ์เพื่อให้กระจายตัวได้กว้างขวางขึ้น
หนังสือเหล่านี้ถูกรวบรวมเป็นเล่มที่เรียกว่า "songsters" ซึ่งอาศัยัยการใช้ประสบการณ์ทางวัฒนธรรมร่วมกัน เช่น เพลงกล่อมเด็กและเพลงสวดในโบสถ์ เพื่อสร้างความสามัคคีในกลุ่มผู้หญิง

ประวัติศาสตร์และการวิวัฒนาการ
ก่อนศตวรรษที่ 20 ผู้หญิงถูกคาดหวังให้เงียบเสียงลง โดยเฉพาะในเรื่องการเมือง การส่งเสียงของสหรัฐฯ ส่วนใหญ่เป็นของผู้ชาย แม้ว่าจะมีผู้หญิงบางคน เช่น Abigail Adams ที่ต่อสู้เพื่อสิทธิของตนเองตั้งแต่ช่วงก่อตั้งประเทศ แต่ผู้หญิงแทบไม่มีตัวแทนทางการเมืองเลย
ในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 การต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีเริ่มเป็นรูปธรรมมากขึ้นในการประชุมที่ Seneca Falls รัฐนิวเจอร์ซีย์ ซึ่งจุดประกายให้เกิดเฟมินิสต์ระลอกแรกในสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม การพูดเพื่อเรียกร้องสิทธิของตนเองในเรื่องรัฐบาลยังคงเป็นเรื่องยากลำบากอย่างยิ่ง
ในช่วงศตวรรษที่ 19 ชาวอเมริกันส่วนใหญ่เป็นคริสต์ศาสนิกชน ซึ่งเพลงสวด (hymns) เพลงสวดในโบสถ์เป็นวิธีเดียวที่ผู้หญิงสามารถแสดงออกถึงความรู้สึกในโบสถ์ได้ เนื่องจากพวกเธอไม่สามารถเทศนาได้ การที่ผู้หญิงเริ่มเขียนเพลงสวดของตนเองเพื่อแบ่งปันประสบการณ์และคำพยานของตนเอง แม้จะถูกต่อต้านจากผู้ชายในโบสถ์ แต่ก็ทำให้พวกเธอประสบความสำเร็จในฐานะนักแต่งเพลงสวด
บทบาทในการแต่งเพลงสวดได้วิวัฒนาการไปสู่การเขียนเพลงเพื่อการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิการเลือกตั้งของสตรี โดยมีเพลงที่เขียนขึ้นเพื่อตอบสนองต่อการประชุม Seneca Falls เช่น "Women's Rights Convention Waltz" โดย Julia F. Baker และ "Woman's Rights, a Right Good Ballad" โดย Kate Horn
เพลงเหล่านี้ถูกแบ่งออกเป็น "เพลงสำหรับการชุมนุม" (rally songs) และ "เพลงเพื่อการโน้มน้าวใจ" (songs of persuasion) โดยเพลงสำหรับการชุมนุมมักจะถูกพิมพ์เป็นแผ่นเดียวหรือรวมเล่มใน songsters ในขณะที่เพลงเพื่อการโน้มน้าวใจมักจะถูกตีพิมพ์ในเชิงพาณิชย์และเข้าถึงบ้านของผู้หญิงได้ง่ายกว่า

ความช่วยเหลือจาก Hutchinson Family Singers
กลุ่ม Hutchinson Family Singers มีส่วนช่วยในการพัฒนาประเพณีดนตรีเพื่อสิทธิสตรี โดย Elizabeth Cady Stanton ระบุว่าครอบครัวนี้ทำงานอย่างแข็งขันเพื่อช่วยการเคลื่อนไหวนี้ผ่านดนตรี โดยเฉพาะในรัฐแคนซัสในปี 1867 โดย John W. Hutchinson ได้ร่วมแต่งเพลง "The Kansas Suffrage Song" ซึ่งใช้ทำนองเพลง "Old Dan Tucker" เพื่อช่วยในการรณรงค์หาเสียง
}คำถามที่พบบ่อย
ทำไมดนตรีจึงมีความสำคัญต่อการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิการเลือกตั้งของสตรีในสหรัฐฯ?
เพราะในยุคที่ผู้หญิงถูกห้ามไม่ให้พูดเรื่องการเมืองในที่สาธารณะ การร้องเพลงเป็นช่องทางที่สังคมยอมรับและเป็นวิธีที่ให้พวกเธอสามารถแสดงออกถึงความคิดเห็นทางการเมืองและสร้างความสามัคคีในกลุ่มผู้หญิงจากหลากหลายพื้นฐานได้
Songsters คืออะไร?
Songsters คือหนังสือรวบรวมเนื้อเพลงที่ระบุทำนองเพลงที่คุ้นเคยในหัวข้อเพลง แทนที่จะใช้โน้ตเพลง เพื่อให้ผู้หญิงที่ไม่ได้ผ่านการฝึกฝนทางดนตรีและลดต้นทุนในการพิมพ์เพื่อให้กระจายตัวได้กว้างขวางขึ้น
เพลงสิทธิสตรีมีลักษณะอย่างไร?
เพลงเพลงสิทธิสตรีมักจะนำเนื้อหาที่เป็นการวิพากษ์วิจารณ์สังคมและการเมืองมาใส่ในทำนองเพลงที่ผู้คนทั่วไปรู้จักกันดี เช่น เพลงกล่อมเด็ก หรือเพลงสวดในโบสถ์


