New Historicism แนวคิดทางวรรณกรรมที่เชื่อมโยงกับบริบททางวัฒนธรรม
สรุปใจความสำคัญ
- New Historicism พัฒนาขึ้นในทศวรรษ 1980 โดย Stephen Greenblatt
- มองว่าวรรณกรรมและข้อความที่ไม่ใช่วรรณกรรมมีความสำคัญเท่าเทียมกันในการวิเคราะห์ประวัติศาสตร์
- ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากแนวคิดเรื่องอำนาจของ Michel Foucault
- มุ่งเน้นการทำความเข้าใจ 'Cultural Poetics' หรือกวีนิพนธ์ทางวัฒนธรรม
New Historicism หรือ ประวัติศาสตร์นิยมใหม่ คือรูปแบบหนึ่งของทฤษฎีวรรณกรรมที่มุ่งเน้นการทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ทางปัญญาผ่านวรรณกรรม และทำความเข้าใจวรรณกรรมผ่านบริบททางวัฒนธรรมที่ห้อมล้อมอยู่ โดยเรียกตัวเองว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของ "Cultural Poetics" (กวีนิพนธ์ทางวัฒนธรรม)
จุดเริ่มต้นและพัฒนาการ
แนวคิดนี้พัฒนาขึ้นในช่วงทศวรรษ 1980 โดยมี Stephen Greenblatt เป็นผู้นำทางความคิด และได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในทศวรรษ 1990 Greenblatt ได้สร้างคำว่า "New Historicism" ขึ้นมาเพื่อรวบรวมบทความวิจัยที่เขามีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อให้เห็นภาพรวมของการวิเคราะห์ที่ไม่ได้มองว่าวรรณกรรมเป็นสิ่งแยกขาดจากสังคม
สมมติฐานหลักของ New Historicism
Harold Aram Veeser ได้ระบุสมมติฐานสำคัญที่ปรากฏซ้ำในแนวคิด New Historicism ไว้ดังนี้:
- ทุกการแสดงออกถูกฝังอยู่ในเครือข่ายของแนวปฏิบัติทางวัตถุ
- การเปิดโปง การวิพากษ์ และการต่อต้าน มักใช้เครื่องมือเดียวกับสิ่งที่มันประณาม และเสี่ยงที่จะตกเป็นเหยื่อของแนวปฏิบัติที่มันพยายามเปิดโปง
- "ข้อความ" (Texts) ทั้งที่เป็นวรรณกรรมและไม่ใช่วรรณกรรม หมุนเวียนอยู่ร่วมกันอย่างแยกไม่ออก
- ไม่มีวาทกรรมใด ไม่ว่าจะเป็นจินตนาการหรือเอกสารจดหมายเหตุ ที่สามารถให้การเข้าถึงความจริงที่คงที่ หรือแสดงถึงธรรมชาติของมนุษย์ที่ไม่เปลี่ยนแปลง
- วิธีการวิจารณ์และภาษาที่ใช้บรรยายวัฒนธรรมภายใต้ระบบทุนนิยม มีส่วนร่วมในระบบเศรษฐกิจที่พวกเขากำลังบรรยายอยู่
การศึกษาเชิงบริบท (Contextualized Study)
ในแนวทางนี้ ข้อความ "ระดับรอง" (Sub-literary texts) และข้อความที่ไม่ใช่วรรณกรรม ถูกนำมาอ่านเป็นเอกสารทางประวัติศาสตร์เคียงคู่กับ "วรรณกรรมชิ้นเอก" (Great works of literature) ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการศึกษาผลงานของ Shakespeare ซึ่งนักวิจารณ์กลุ่ม New Historicist จะไม่มองว่าเขาเป็นผู้เขียนที่ยิ่งใหญ่และเป็นอิสระ แต่จะมองว่าผลงานของเขาเป็นเครื่องมือในการสร้างภาพจำลองของสภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรมของโรงละครในยุคเรเนซองส์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการเมืองทางสังคมที่ซับซ้อน
อิทธิพลทางความคิด
แนวคิดนี้ได้รับอิทธิพลอย่างมากจาก Michel Foucault และ Lynn Hunt โดยเฉพาะในเรื่องของอำนาจและการมองว่าสังคมประกอบด้วย "ข้อความ" ที่สัมพันธ์กัน โดยไม่มีคุณค่าทางวรรณกรรมที่ "ตายตัว" นอกเหนือจากวิธีที่วัฒนธรรมเฉพาะในสถานการณ์เฉพาะอ่านข้อความเหล่านั้น
ความแตกต่างระหว่าง New Historicism และแนวคิดอื่น
| หัวข้อ | New Historicism | Cultural Materialism | Marxism |
|---|---|---|---|
| จุดเน้น | การวิเคราะห์บริบททางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ | เน้นผลกระทบในปัจจุบันและการต่อต้านโครงสร้างอำนาจ | เน้นความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ (Base and Superstructure) |
| การมองอำนาจ | อำนาจกระจายตัวอยู่ทั่วสังคม (ตามแนวทาง Foucault) | เน้นการให้พลังแก่กลุ่มคนที่ถูกกดขี่ | เน้นเรื่องชนชั้นทางสังคม |
| เป้าหมาย | ทำความเข้าใจการเกิดขึ้นของวรรณกรรม | ใช้การวิจารณ์เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม |
แม้ว่า New Historicism จะมีความคล้ายคลึงกับ Cultural Materialism แต่กลุ่มหลังจะให้ความสำคัญกับนัยสำคัญในปัจจุบันและการต่อต้านโครงสร้างอำนาจในปัจจุบันมากกว่า โดยพยายามลดช่องว่างระหว่าง "วัฒนธรรมชั้นสูง" และ "วัฒนธรรมชั้นต่ำ"
บทสรุป
New Historicism ไม่ได้ปฏิเสธวรรณกรรมคลาสสิก แต่เป็นการนำวรรณกรรมเหล่านั้นกลับไปวางไว้ในบริบททางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เพื่อให้เห็นความหมายที่อาจถูกมองข้ามหรือสูญหายไปในระหว่างกระบวนการทำให้เป็นวรรณกรรมมาตรฐาน (Canonization)
คำถามที่พบบ่อย
New Historicism คืออะไร?
คือทฤษฎีวรรณกรรมที่มุ่งเน้นการวิเคราะห์วรรณกรรมโดยเชื่อมโยงกับบริบททางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ทางปัญญาในยุคสมัยนั้นๆ โดยไม่แยกวรรณกรรมออกจากสังคม
New Historicism แตกต่างจาก Marxism อย่างไร?
ในขณะที่ Marxism เน้นว่าเศรษฐกิจเป็นรากฐาน (Base) ที่กำหนดวรรณกรรม (Superstructure) แต่ New Historicism มองว่าอำนาจมีความซับซ้อนและกระจายตัวอยู่ทั่วสังคม ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่เรื่องชนชั้นทางเศรษฐกิจเท่านั้น
ทำไมถึงเรียกว่า 'New' Historicism?
เพราะมันเป็นการขยายขอบเขตของประวัติศาสตร์วรรณกรรมแบบดั้งเดิม โดยนำเอกสารที่ไม่ใช่วรรณกรรม เช่น กฎหมาย พิธีกรรม และความเชื่อ มาวิเคราะห์ร่วมกับวรรณกรรมชิ้นเอก เพื่อให้เห็นภาพรวมของวัฒนธรรมที่กว้างขึ้น
