โนชิโน เหล้าหวานวอลนัทสีเขียวจากอิตาลี
สรุปใจความสำคัญ
- ผลิตจากวอลนัทดิบสีเขียว (Unripe green walnuts) ที่ยังไม่แข็งตัว
- ดั้งเดิมต้องเก็บเกี่ยวในวันที่ 24 มิถุนายน หรือวันเซนต์จอห์น
- ต้องใช้เครื่องมือไม้หรือเซรามิกในการผลิตเพื่อป้องกันการเกิดออกซิเดชัน
- มีรสชาติขมอมหวานและสีน้ำตาลเข้มอันเป็นเอกลักษณ์
โนชิโน (Nocino) เป็นเหล้าหวาน (Liqueur) สีน้ำตาลเข้มที่มีต้นกำเนิดจากแคว้นเอมีเลีย-โรมัญญา (Emilia-Romagna) ประเทศอิตาลี เอกลักษณ์สำคัญของเครื่องดื่มชนิดนี้คือการผลิตจากวอลนัทดิบที่ยังไม่สุก (Unripe green walnuts) ซึ่งให้รสชาติที่มีความหอม อโรมาติก และมีรสขมอมหวาน (Bittersweet) อันเป็นเอกลักษณ์

กระบวนการผลิตแบบดั้งเดิม
การทำโนชิโนต้องใช้ความระมัดระวังในขั้นตอนการผลิตเพื่อรักษาคุณภาพของรสชาติและสีสัน โดยมีรายละเอียดดังนี้:
- การเลือกวัตถุดิบ: ใช้วอลนัทดิบสีเขียวที่ยังไม่แข็งตัว โดยดั้งเดิมมักเก็บเกี่ยวในวันที่ 24 มิถุนายน (วันเซนต์จอห์น) อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสภาวะโลกร้อนในปัจจุบัน ทำให้วอลนัทในบางพื้นที่สุกเร็วขึ้น ผู้ผลิตจึงอาจต้องเลื่อนการเก็บเกี่ยวให้เร็วขึ้นเป็นวันที่ 14 หรือ 15 มิถุนายน เพื่อให้ได้วอลนัทที่เหมาะสม
- อุปกรณ์: ในการจัดการวอลนัทและแอลกอฮอล์ จะใช้เครื่องมือที่ทำจากเซรามิกหรือไม้เท่านั้น เพื่อป้องกันการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน (Oxidation) ซึ่งอาจส่งผลต่อรสชาติและสีของเหล้า
- การหมัก: นำวอลนัทดิบแช่ในแอลกอฮอล์พื้นฐาน (มักใช้โวดก้า) หลังจากแช่จนได้ที่แล้วจะนำวอลนัทออกและผสมน้ำเชื่อม (Simple syrup) เพื่อปรับรสชาติให้หวาน
สำหรับสูตรโฮมเมดในแต่ละหมู่บ้านหรือครอบครัวมักจะมีสูตรลับเฉพาะ โดยมีการเติมเครื่องเทศเล็กน้อยเพื่อเสริมรสชาติโดยไม่ให้กลบกลิ่นของวอลนัท เช่น อบเชย, ผลจูนิเปอร์, ผิวเลมอนหรือส้ม, ฝักวานิลลา, เมล็ดกาแฟ หรือกานพลู
ประวัติความเป็นมา
แม้ว่าโนชิโนจะเป็นที่รู้จักในฐานะเครื่องดื่มของอิตาลี แต่มีข้อสันนิษฐานทางประวัติศาสตร์ว่าอาจมีต้นกำเนิดมาจากบริเตนใหญ่ โดยนักประวัติศาสตร์โรมันระบุถึงประเพณีของชาวพิกต์ (Picts) ที่ดื่มเครื่องดื่มสูตรพิเศษในวันที่ 24 มิถุนายน ซึ่งเชื่อว่าสามารถสื่อสารกับภูตผีและเทพเจ้าได้ ต่อมาเมื่อศาสนาคริสต์กลายเป็นศาสนาประจำจักรวรรดิโรมัน พิธีกรรมเหล่านี้จึงถูกปรับเปลี่ยนให้เชื่อมโยงกับวันเกิดของนักบุญจอห์น บัปติสต์ (St. John the Baptist)
หลักฐานทางเอกสารที่เก่าแก่ที่สุดชิ้นหนึ่งปรากฏในหนังสือ The Treasure of Euonymus (ค.ศ. 1552) ของคอนราด เกสเนอร์ (Conrad Gessner) ซึ่งกล่าวถึงการใช้น้ำสกัดจากวอลนัทดิบที่เก็บในวันเซนต์จอห์นเพื่อรักษาบาดแผลและต้านโรคระบาด เช่นเดียวกับนิโคลัส คัลเปเปอร์ (Nicholas Culpeper) ที่ระบุว่าวอลนัทดิบแช่น้ำตาลมีประโยชน์ต่อผู้ที่มีปัญหาเรื่องกระเพาะอาหาร
ความรู้ในการหมักวอลนัทนี้ได้แพร่กระจายไปยังฝรั่งเศส (ในชื่อ Brou De Noix) และเข้าสู่คาบสมุทรอิตาลีจนกลายเป็น โนชิโน หรือในแคว้นปีเอมอนเตจะเรียกว่า Ratafià Di Noci ในช่วงยุคกลาง อารามต่างๆ ในอิตาลีได้ผลิตโนชิโนเพื่อใช้เป็นยารักษาโรคและเป็นเครื่องดื่มรสเลิศ
การแพร่หลายในระดับสากล
ปัจจุบันโนชิโนและเหล้าหวานวอลนัทในรูปแบบต่างๆ มีการผลิตในหลายประเทศ:
| ประเทศ/ภูมิภาค | ชื่อเรียก/ผู้ผลิต | ลักษณะเด่น |
|---|---|---|
| อิตาลี | Nocino | ต้นตำรับจากเอมีเลีย-โรมัญญา มีสมาคม Ordine del Nocino Modenese ส่งเสริมการผลิตแบบดั้งเดิม |
| โรมาเนียและมอลโดวา | Nucată | ใช้เป็นเครื่องดื่มช่วยย่อย มักผสมแอนิส พริกไทยดำ หรือวานิลลา |
| สโลวีเนีย | Orehovec | มักปรุงรสด้วยกาแฟ |
| โครเอเชีย | Orahovac | มักปรุงรสด้วยส้ม เลมอน และวานิลลา |
| เซอร์เบีย | Orahovača | นิยมทำดื่มเองในหมู่บ้านและเชื่อว่าดีต่อสุขภาพ |
| นิวซีแลนด์, ออสเตรเลีย, สหรัฐฯ, แคนาดา | Craft Distilleries | ผลิตโดยโรงกลั่นขนาดเล็ก (Craft Distillers) โดยเน้นการรักษาเอกลักษณ์ของวอลนัท |
คำถามที่พบบ่อย
โนชิโนแตกต่างจากเหล้าวอลนัททั่วไปอย่างไร?
โนชิโนเน้นการใช้วอลนัทดิบสีเขียวที่ยังไม่สุก ซึ่งให้รสชาติและสีสันที่แตกต่างจากวอลนัทสุก โดยมีกระบวนการหมักในแอลกอฮอล์และผสมน้ำเชื่อมในภายหลัง
ทำไมต้องเก็บวอลนัทในวันที่ 24 มิถุนายน?
เป็นความเชื่อดั้งเดิมที่เชื่อมโยงกับวันเซนต์จอห์น (Summer Solstice) ซึ่งเป็นช่วงที่วอลนัทมีคุณสมบัติเหมาะสมที่สุดสำหรับการทำเหล้า แม้ว่าปัจจุบันจะมีการปรับวันเก็บเกี่ยวตามสภาพอากาศ
สามารถใช้เครื่องมือโลหะในการทำโนชิโนได้หรือไม่?
ตามประเพณีดั้งเดิมจะไม่ใช้โลหะ แต่จะใช้ไม้หรือเซรามิกแทน เพื่อหลีกเลี่ยงปฏิกิริยาออกซิเดชันที่อาจทำให้รสชาติและสีของเหล้าเปลี่ยนไป
โนชิโนมีแอลกอฮอล์กี่เปอร์เซ็นต์?
สำหรับโนชิโนที่ผลิตในเชิงพาณิชย์ โดยทั่วไปจะมีปริมาณแอลกอฮอล์อยู่ที่ประมาณ 40% โดยปริมาตร (80 proof)