โรค Panner (Panner Disease) อาการ สาเหตุ และการรักษาในเด็ก
สรุปใจความสำคัญ
- โรค Panner มักพบในเด็กชายอายุ 5-10 ปี ที่เล่นกีฬาประเภทขว้างปา
- เกิดจากการขาดเลือดไปเลี้ยงกระดูกแคปิเทลลัม (Capitellum) ทำให้เซลล์ในแผ่นการเจริญเติบโตตาย
- การรักษาหลักคือการพักการใช้งานข้อศอกและจำกัดกิจกรรมทางกีฬา ซึ่งมักให้ผลการรักษาที่ดีมาก
- แตกต่างจาก Osteochondritis Dissecans (OCD) ตรงที่โรค Panner เกี่ยวข้องกับแผ่นการเจริญเติบโตของกระดูกในเด็กเล็ก
โรค Panner คือภาวะกระดูกอ่อนและกระดูกผิดปกติ (Osteochondrosis) ที่เกิดขึ้นบริเวณ แคปิเทลลัม (Capitellum) ของข้อศอก ซึ่งมักพบในเด็กชายที่มีอายุระหว่าง 5 ถึง 10 ปี โดยส่วนใหญ่เกิดจากการใช้งานข้อศอกมากเกินไป โดยเฉพาะในเด็กที่เล่นกีฬาที่ต้องมีการขว้างหรือปา ซึ่งทำให้เกิดแรงเครียดแบบ Valgus stress ต่อข้อศอก

อาการของโรค Panner
เด็กที่มีอาการของโรค Panner มักจะรู้สึกปวดบริเวณข้อศอกใกล้กับส่วนแคปิเทลลัม โดยมีอาการร่วมดังนี้:
- ข้อศอกแข็งเกร็ง
- มีอาการบวมบริเวณข้อศอก
- ช่วงการเคลื่อนไหวของข้อศอกลดลง
- จำกัดการเหยียดแขนให้สุด
- มีอาการกดเจ็บ
อาการเหล่านี้จะรุนแรงขึ้นเมื่อมีการทำกิจกรรมทางกาย เช่น การขว้างลูกบอล หรือการเล่นยิมนาสติก โดยอาการมักจะเกิดขึ้นอย่างกะทันหันและคงอยู่เป็นเวลาหลายวันหรือหลายสัปดาห์
สาเหตุและกลไกการเกิดโรค
แม้ว่าโรค Panner จะเป็นโรคที่พบได้น้อยมาก แต่เชื่อกันว่าสาเหตุหลักเกิดจากการใช้งานข้อศอกอย่างต่อเนื่องและหนักเกินไปในช่วงที่กระดูกของเด็กกำลังเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว กิจกรรมทางกีฬา เช่น เบสบอล แฮนด์บอล และยิมนาสติก ซึ่งต้องมีการขว้างหรือการลงน้ำหนักที่ข้อศอกซ้ำๆ ทำให้เกิดการบาดเจ็บเล็กน้อย (Microtraumas) ส่งผลให้ข้อศอกบวมและอักเสบ
เมื่อการไหลเวียนของเลือดที่ไปเลี้ยงกระดูกแคปิเทลลัมถูกขัดขวาง เซลล์ภายในแผ่นการเจริญเติบโต (Growth plate) ของแคปิเทลลัมจะตายลง ทำให้กระดูกส่วนนี้อ่อนตัวและยุบตัวลงจนมีลักษณะแบน

ความแตกต่างระหว่างโรค Panner และ OCD
โรค Panner มักถูกมองว่าเป็นอาการเริ่มต้นของภาวะ Osteochondritis Dissecans (OCD) ของแคปิเทลลัม อย่างไรก็ตาม ทั้งสองมีความแตกต่างกันคือ OCD มักเกิดขึ้นในเด็กที่โตกว่า และไม่เกี่ยวข้องกับแผ่นการเจริญเติบโต เนื่องจากในขณะที่เกิด OCD แผ่นการเจริญเติบโตของกระดูกได้เชื่อมรวมกันเรียบร้อยแล้ว
การวินิจฉัย
แพทย์จะเริ่มจากการซักประวัติเกี่ยวกับอายุ กิจกรรมทางกีฬา และแขนข้างที่ถนัด จากนั้นจะทำการตรวจร่างกายโดยเปรียบเทียบข้อศอกข้างที่ปวดกับข้างที่ปกติ ตรวจสอบช่วงการเคลื่อนไหวและการเหยียดแขน
เพื่อยืนยันการวินิจฉัย แพทย์จะใช้วิธีการทางรังสีวิทยา ดังนี้:
- การเอกซเรย์ (X-ray): จะเห็นความผิดปกติของรูปร่างแคปิเทลลัม ซึ่งอาจดูแบนหรือมีลักษณะเป็นชิ้นส่วนเล็กๆ และเห็นบริเวณที่กระดูกสลายตัว
- การตรวจ MRI: ช่วยให้เห็นรายละเอียดของอาการบวมและการเปลี่ยนแปลงของสัญญาณภาพ (Signal intensity) โดยในโรค Panner จะพบสัญญาณลดลงใน T1 series และสัญญาณเพิ่มขึ้นใน T2 series
การป้องกันและการรักษา
เป้าหมายหลักของการรักษาคือการลดอาการปวดและให้กระดูกได้ฟื้นฟูตัวเอง การรักษาโดยส่วนใหญ่เป็นแบบประคับประคองอาการ (Symptomatic treatment) ซึ่งมีพยากรณ์โรคที่ดีมาก
แนวทางการรักษาประกอบด้วย:
- การพักการใช้งาน: จำกัดกิจกรรมทางกีฬาและการออกกำลังกายที่ต้องใช้ข้อศอก เพื่อให้การอักเสบลดลงและกระดูกสามารถสมานตัวได้
- การลดอาการปวด: ใช้ยาหรือการประคบตามคำแนะนำของแพทย์
- การติดตามผล: ตรวจติดตามอาการเป็นระยะเพื่อให้แน่ใจว่ากระดูกกลับมามีรูปร่างปกติ
สำหรับการป้องกัน แพทย์จะแนะนำให้เด็กหยุดกิจกรรมทางกายทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับข้อศอกข้างที่ได้รับผลกระทบจนกว่าอาการจะหายสนิท เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการบาดเจ็บซ้ำ
คำถามที่พบบ่อย
โรค Panner คืออะไร?
คือภาวะกระดูกอ่อนและกระดูกผิดปกติบริเวณแคปิเทลลัมของข้อศอกในเด็ก ซึ่งเกิดจากการใช้งานหนักเกินไปจนเลือดไปเลี้ยงไม่เพียงพอ ทำให้กระดูกส่วนนั้นยุบตัวลง
ใครคือกลุ่มเสี่ยงของโรคนี้?
กลุ่มเสี่ยงคือเด็กชายอายุ 5-10 ปี โดยเฉพาะผู้ที่เล่นกีฬา เช่น เบสบอล แฮนด์บอล หรือยิมนาสติก ที่ต้องมีการขว้างหรือลงน้ำหนักที่ข้อศอกบ่อยครั้ง
โรค Panner ต้องผ่าตัดหรือไม่?
โดยส่วนใหญ่แล้วไม่ต้องผ่าตัด การรักษาเน้นการพักการใช้งานและจำกัดกิจกรรมทางกีฬาเพื่อให้ร่างกายรักษาตัวเอง ซึ่งมักจะหายขาดได้ด้วยการพักผ่อนและการดูแลที่ถูกต้อง