ศิลปะแบบมีส่วนร่วม (Participatory Art) เมื่อผู้ชมกลายเป็นผู้สร้างสรรค์
สรุปใจความสำคัญ
- ศิลปะแบบมีส่วนร่วมเปลี่ยนผู้ชมจากผู้สังเกตการณ์ให้กลายเป็นผู้ร่วมสร้างสรรค์ผลงาน
- หัวใจสำคัญคือการลดอำนาจของศิลปินเพื่อให้ผู้เข้าร่วมมีอิสระในการสร้างสรรค์อย่างแท้จริง
- แตกต่างจากศิลปะเชิงโต้ตอบ (Interactive Art) ตรงที่เน้นการมอบอำนาจการตัดสินใจให้ผู้เข้าร่วมอย่างสมบูรณ์
ศิลปะแบบมีส่วนร่วม (Participatory Art) คือแนวทางการสร้างสรรค์งานศิลปะที่ดึงเอาสาธารณชนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างสรรค์ โดยเปลี่ยนบทบาทของผู้ชมจากผู้สังเกตการณ์ที่นิ่งเฉย ให้กลายเป็นผู้ร่วมสร้าง (Co-authors) ผู้แก้ไข และผู้สังเกตการณ์ในเวลาเดียวกัน งานศิลปะประเภทนี้จะถือว่าไม่สมบูรณ์หากขาดการปฏิสัมพันธ์ทางกายภาพจากผู้ชม
จุดประสงค์และความสำคัญ
ศิลปะรูปแบบนี้มีเป้าหมายเพื่อท้าทายขนบการสร้างงานศิลปะแบบดั้งเดิมในโลกตะวันตก ซึ่งมักจะเป็นการที่ศิลปินมืออาชีพกลุ่มเล็กๆ เป็นผู้สร้างงาน และสาธารณชนทำหน้าที่เป็นเพียงผู้บริโภคหรือผู้ซื้อผลงานในตลาด ศิลปินผู้บุกเบิกและผลงานที่ได้รับการยอมรับในแนวทางนี้ ได้แก่ Augusto Boal กับ "Theater of the Oppressed" และ Allan Kaprow กับผลงานประเภท "Happenings"
คำจำกัดความและหลักการสำคัญ
หัวใจสำคัญของศิลปะแบบมีส่วนร่วมคือ การลดบทบาทของศิลปิน ศิลปินอาจเลือกที่จะไม่อยู่ในพื้นที่งาน หรือถอยห่างออกมาเพื่อให้มีสถานะเท่าเทียมกับผู้เข้าร่วม เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้รับ "อำนาจในการสร้างสรรค์" (Agency of creation) อย่างแท้จริง หากศิลปินยังคงใช้อำนาจในการควบคุม ผู้เข้าร่วมจะทำเพียงแค่ตอบสนองภายใต้กรอบที่ศิลปินกำหนด ซึ่งจะทำให้งานชิ้นนั้นสูญเสียความเป็นศิลปะแบบมีส่วนร่วมไป
ระดับของการมีส่วนร่วม
การมีส่วนร่วมมีหลายระดับ ตั้งแต่การจัดการวัตถุแบบง่ายๆ เช่น ประติมากรรมแบบสวมใส่ของ Lygia Clark ไปจนถึงการยอมให้ผู้ชมควบคุมร่างกายของศิลปินอย่างสมบูรณ์ ดังเช่นในผลงาน "Rhythm 0" (1974) ของ Marina Abramović
ศิลปะเชิงปฏิบัติการทางสังคม (Social Practice)
นักเขียน Eric Gold อธิบายว่า "Social Practice" คือประเพณีทางศิลปะที่ใช้ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างศิลปิน ผู้ชม และสภาพแวดล้อม เป็นสื่อกลาง (Medium) แทนที่จะใช้สี ผ้าใบ ไม้ หรือโลหะ งานศิลปะที่แท้จริงคือการปฏิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นจากการมีส่วนร่วมในสถานการณ์ที่ศิลปินสร้างขึ้น
ความแตกต่างจากศิลปะรูปแบบอื่น
บ่อยครั้งที่คำว่า "การมีส่วนร่วม" ถูกใช้เป็นคำกว้างๆ แต่ศิลปะแบบมีส่วนร่วมมีความแตกต่างจากศิลปะประเภทอื่นดังนี้:
- ศิลปะชุมชน (Community-based Art): การเลือกสถานที่เพื่อให้เข้าถึงชุมชนยากจน ไม่เท่ากับการให้ชุมชนร่วมสร้างสรรค์งานศิลปะ
- ศิลปะเชิงโต้ตอบ (Interactive Art): บางครั้งอาจจำกัดให้มีผู้ร่วมมือเพียงไม่กี่คน และศิลปินยังคงมีบทบาทนำ ซึ่งต่างจากศิลปะแบบมีส่วนร่วมที่มอบอำนาจให้ผู้เข้าร่วมอย่างเต็มที่
- ศิลปะที่เกี่ยวข้องกับสังคม (Socially-engaged Art): แม้จะมีความใกล้เคียงกัน แต่หากศิลปินยังคงมีอำนาจควบคุมผลลัพธ์ จะไม่ถือว่าเป็นศิลปะแบบมีส่วนร่วมที่แท้จริง
ตัวอย่างผลงานที่น่าสนใจ
- Janet Cardiff: สร้างทัวร์เสียง (Audio tours) ที่ให้ผู้ใช้เดินตามเส้นทางที่กำหนดและฟังเสียงที่ศิลปินประพันธ์ไว้
- Figment: งานแสดงศิลปะแบบมีส่วนร่วมประจำปีในนครนิวยอร์ก
- Antony Gormley: ผลงาน "One & Other" ที่เชิญชวนผู้คนนับร้อยขึ้นไปยืนบนแท่นว่างในจัตุรัส Trafalgar Square เพื่อแสดงออกในรูปแบบต่างๆ
คำถามที่พบบ่อย
ศิลปะแบบมีส่วนร่วมแตกต่างจากศิลปะเชิงโต้ตอบอย่างไร?
ศิลปะแบบมีส่วนร่วมเน้นการที่ศิลปินลดบทบาทหรือหายไปเพื่อให้ผู้เข้าร่วมมีอำนาจในการสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ ในขณะที่ศิลปะเชิงโต้ตอบอาจยังมีศิลปินเป็นผู้ควบคุมกรอบการทำงานหรือจำกัดจำนวนผู้เข้าร่วม
ทำไมศิลปินต้องลดบทบาทของตนเองในงานประเภทนี้?
เพื่อให้ผู้เข้าร่วมไม่รู้สึกว่าต้องทำตามคำสั่งหรืออยู่ภายใต้อำนาจของศิลปิน ซึ่งจะช่วยให้เกิดการสร้างสรรค์ที่มาจากตัวตนของผู้เข้าร่วมอย่างแท้จริง
ตัวอย่างของการมีส่วนร่วมในงานศิลปะมีอะไรบ้าง?
มีตั้งแต่การสัมผัส การดมกลิ่น การเขียน การพูดคุย การเต้นรำ หรือแม้แต่การควบคุมร่างกายของศิลปิน ขึ้นอยู่กับการออกแบบของงานชิ้นนั้นๆ


