← กลับไปยังบทความทั้งหมด

Persephone Press สำนักพิมพ์เฟมินิสต์เลสเบี้ยนผู้บุกเบิก

สรุปใจความสำคัญ

  • ก่อตั้งในปี 1976 ในชื่อ Pomegranate Productions ก่อนจะเปลี่ยนเป็น Persephone Press ในปี 1980
  • ตีพิมพ์หนังสือทั้งหมด 14 เล่ม ระหว่างปี 1976 ถึง 1983
  • เป็นสำนักพิมพ์ที่เน้นผลงานของเลสเบี้ยนเฟมินิสต์ โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิงผิวสีและเลสเบี้ยนชาวยิว
  • ปิดตัวลงในปี 1983 และถูกขายให้กับ Beacon Press เนื่องจากปัญหาทางการเงินและความขัดแย้งภายในชุมชน

Persephone Press คือสำนักพิมพ์และเครือข่ายการสื่อสารที่ดำเนินงานโดยกลุ่มเลสเบี้ยนเฟมินิสต์ (Lesbian-feminist collective) ในเมืองวอเตอร์ทาวน์ รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างพื้นที่ในการเผยแพร่ผลงานและวิสัยทัศน์ของผู้หญิงที่มักถูกละเลยจากกระแสหลัก

ประวัติการก่อตั้งและการดำเนินงาน

สำนักพิมพ์แห่งนี้เริ่มต้นขึ้นในปี 1976 ในชื่อ Pomegranate Productions โดยกลุ่มเลสเบี้ยนเฟมินิสต์ ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกผู้ก่อตั้ง ได้แก่ Pat McGloin, Gloria Z. Greenfield และ Marianne Rubenstein

ผลงานเล่มแรกที่สร้างชื่อคือ A Feminist Tarot โดย Sally Gearhart และ Susan Rennie ในปี 1976 ซึ่งรายได้จากหนังสือเล่มนี้ได้ถูกนำไปสนับสนุนการประชุม "Through the Looking Glass: A Gynergenetic Experience" ซึ่งเป็นการประชุมด้านจิตวิญญาณของผู้หญิงที่จัดขึ้นในบอสตันในเดือนเมษายนปีเดียวกัน

ต่อมาในปี 1980 องค์กรได้ปรับโครงสร้างและเปลี่ยนชื่อเป็น Persephone Press โดยจดทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วน โดยมี Gloria Z. Greenfield ดูแลด้านการบริหารการเงิน และ Pat McGloin ดูแลด้านการตลาด ทั้งสองระบุว่าสำนักพิมพ์นี้เป็น "เครื่องมือในการทำให้วิสัยทัศน์ของผู้หญิงกลายเป็นจริง" โดยผลงานหลายชิ้นเน้นไปที่มุมมองของเลสเบี้ยนเฟมินิสต์ชาวยิว

ความขัดแย้งและการปิดตัว

หลังจากดำเนินงานมา 8 ปี Persephone Press ต้องปิดตัวลงในเดือนพฤษภาคม 1983 เนื่องจากปัญหาทางการเงินที่รุนแรง ได้แก่ การถูกปฏิเสธการต่ออายุเงินกู้ ภาษีค้างชำระต่อ IRS และการจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้แก่ผู้เขียนในอัตราที่สูงกว่ามาตรฐานอุตสาหกรรม นอกจากนี้ การพิมพ์ซ้ำหนังสือที่ขายดีอย่างรวดเร็วทำให้เงินทุนหมุนเวียนหมดลงก่อนที่จะได้รับรายได้จากการขาย

การปิดตัวลงนำไปสู่ความขัดแย้ง โดยเฉพาะคำวิจารณ์จาก Audre Lorde นักเขียนชื่อดังที่กล่าวหาว่าสำนักพิมพ์ทิ้งให้ผู้หญิงผิวสีต้อง "รับกรรม" (holding the bag) เนื่องจากหนังสือที่กำลังจะตีพิมพ์ซึ่งเขียนโดยผู้หญิงผิวสี เช่น Abeng โดย Michelle Cliff และ Home Girls โดย Barbara Smith ไม่สามารถตีพิมพ์ได้ตามกำหนด

อย่างไรก็ตาม McGloin และ Greenfield อ้างว่าพวกเขาได้เสนอความช่วยเหลือในการย้ายผลงานไปยังสำนักพิมพ์อื่น แต่ในหลายกรณีผู้เขียนขอเพียงให้คืนสิทธิ์ในผลงานเท่านั้น นอกจากนี้พวกเขายังระบุว่าเมื่อขอความช่วยเหลือจากชุมชนเฟมินิสต์ กลับได้รับความเกลียดชังมากกว่าความเห็นอกเห็นใจ ซึ่งสะท้อนถึงความขัดแย้งพื้นฐานระหว่างอุดมการณ์เฟมินิสต์กับการใช้โครงสร้างทางธุรกิจเพื่อสร้างผลกระทบทางสังคม

ในที่สุด Persephone Press ถูกขายให้กับ Beacon Press ในปี 1983 แม้จะมีความพยายามในการสร้างตราสินค้า (imprint) ร่วมกัน แต่การเจรจาดังกล่าวล้มเหลวในที่สุด

ผลงานตีพิมพ์ที่สำคัญ

ระหว่างปี 1976 ถึง 1983 Persephone Press ได้ตีพิมพ์หนังสือทั้งหมด 14 เล่ม ซึ่งมีผลงานชิ้นสำคัญดังนี้:

  • This Bridge Called My Back: Writings by Radical Women of Color (1981) บรรณาธิการโดย Cherríe Moraga และ Gloria Anzaldúa
  • Zami: A New Spelling of My Name (1982) โดย Audre Lorde
  • Lesbian Poetry: An Anthology (1981) บรรณาธิการโดย Elly Bulkin และ Joan Larkin
  • Nice Jewish Girls: A Lesbian Anthology (1982) บรรณาธิการโดย Evelyn Torton Beck
  • Claiming an Identity They Taught Me to Despise (1980) โดย Michelle Cliff

คำถามที่พบบ่อย

Persephone Press คืออะไร?

เป็นสำนักพิมพ์และเครือข่ายการสื่อสารที่ดำเนินงานโดยกลุ่มเลสเบี้ยนเฟมินิสต์ในเมืองวอเตอร์ทาวน์ รัฐแมสซาชูเซตส์ ระหว่างปี 1976-1983

ทำไม Persephone Press ถึงปิดตัวลง?

เนื่องจากปัญหาทางการเงิน เช่น ภาษีค้างชำระ การขาดสภาพคล่องจากการพิมพ์ซ้ำหนังสือที่ขายดี และการจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้ผู้เขียนในอัตราที่สูงเกินไป

ผลงานเล่มใดของ Persephone Press ที่มีชื่อเสียงที่สุด?

ผลงานที่โดดเด่น ได้แก่ This Bridge Called My Back และ Zami ของ Audre Lorde ซึ่งเป็นงานเขียนชิ้นสำคัญของขบวนการเฟมินิสต์และผู้หญิงผิวสี