← กลับไปยังบทความทั้งหมด

ทำความรู้จัก ฟีนิกซ์วิลล์ รัฐเพนซิลเวเนีย เมืองแห่งประวัติศาสตร์และการฟื้นฟู

สรุปใจความสำคัญ

  • ก่อตั้งขึ้นครั้งแรกในปี 1732 ในชื่อ Manavon
  • เคยเป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตตะปูแห่งแรกในสหรัฐอเมริกา
  • มีชื่อเสียงระดับโลกจากงานเทศกาล Blobfest ที่จัดขึ้นเพื่อระลึกถึงภาพยนตร์เรื่อง The Blob

ฟีนิกซ์วิลล์ เป็นเทศบาล (borough) ในเคาน์ตี้เชสเตอร์ รัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา ตั้งอยู่ในเขตมหานครฟิลาเดลเฟีย โดยตัวเมืองตั้งอยู่ตรงจุดบรรจบของลำธารเฟรนช์ครีก (French Creek) และแม่น้ำสคูยคิลล์ (Schuylkill River) จากข้อมูลสำมะโนประชากรปี 2020 เมืองนี้มีประชากรประมาณ 18,602 คน

ตำแหน่งของฟีนิกซ์วิลล์ในรัฐเพนซิลเวเนีย
ฟีนิกซ์วิลล์ตั้งอยู่ในรัฐเพนซิลเวเนีย

ตลอดประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ ฟีนิกซ์วิลล์เป็นที่รู้จักในฐานะบ้านเกิดของ Phoenix Iron Works ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญทางเศรษฐกิจของเมือง อย่างไรก็ตาม หลังจากบริษัทปิดตัวลงในช่วงทศวรรษ 1980 เมืองได้เผชิญกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ฟีนิกซ์วิลล์ได้รับความสนใจอย่างมากจากการฟื้นฟูทางเศรษฐกิจที่ประสบความสำเร็จ เปลี่ยนโฉมเมืองอุตสาหกรรมเก่าให้กลายเป็นย่านที่ทันสมัยและมีชีวิตชีวา

ตำแหน่งของฟีนิกซ์วิลล์ในสหรัฐอเมริกา
ฟีนิกซ์วิลล์ตั้งอยู่ในสหรัฐอเมริกา

ประวัติความเป็นมา

พื้นที่ฟีนิกซ์วิลล์เดิมชื่อว่า Manavon โดย David Lloyd ผู้พิพากษาและนักการเมืองในเคาน์ตี้เชสเตอร์ได้ซื้อที่ดินผืนนี้ในปี 1713 และตั้งชื่อว่า Manavon (เชื่อว่ามาจากชื่อเขตบ้านเกิดของเขาในเวลส์) เมืองนี้เริ่มตั้งถิ่นฐานในปี 1732 โดยเริ่มพัฒนาจากโรงโม่แป้งริมลำธารเฟรนช์ครีก

ในปี 1790 โรงงานตะปูเฟรนช์ครีก (French Creek Nail Works) ซึ่งต่อมากลายเป็น Phoenix Iron Works ได้เปิดดำเนินการในฐานะโรงงานผลิตตะปูแห่งแรกในสหรัฐอเมริกา และกลายเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของเมืองเกือบสองศตวรรษ โดยผลิตสินค้าที่มีชื่อเสียง เช่น ปืน Griffen และเสาเหล็ก Phoenix

การอพยพและการเติบโต

ในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 มีผู้อพยพชาวไอริชจำนวนมาก โดยเฉพาะจากเคาน์ตี้โดเนกัล เข้ามาตั้งถิ่นฐานบริเวณริมแม่น้ำสคูยคิลล์ และสร้างย่านที่ชื่อว่า "Sceilp Level" (คำในภาษาไอริชที่หมายถึง น้ำที่ไหลผ่านขอบหิน) แรงงานเหล่านี้มีส่วนสำคัญในการสร้างคลองสคูยคิลล์ในปี 1827 และอุโมงค์ Black Rock ในปี 1838 ซึ่งทำให้พื้นที่ทางตอนเหนือของเมืองถูกเรียกว่า "Tunnel Hill"

ต่อมาในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 เมืองได้รับคลื่นผู้อพยพระลอกที่สอง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวโปแลนด์ อิตาลี ยูเครน และสโลวัก นอกจากอุตสาหกรรมเหล็กแล้ว เมืองยังมีการผลิตเครื่องปั้นดินเผา Etruscan majolica ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่สะสมในปัจจุบัน

การเปลี่ยนแปลงสู่ยุคใหม่

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง บริษัท Phoenix Steel Corporation เริ่มประสบปัญหา และปิดตัวลงอย่างถาวรในปี 1987 การปิดตัวนี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจของเมือง แต่ในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 ได้มีการนำแผนฟื้นฟูเมืองมาใช้ ส่งผลให้เกิดธุรกิจใหม่ๆ เช่น โรงเบียร์ ร้านอาหาร และร้านค้าปลีก รวมถึงการก่อสร้างที่พักอาศัยสมัยใหม่ เช่น ทาวน์โฮมและอพาร์ตเมนต์

สถานที่สำคัญและจุดดึงดูดใจ

ฟีนิกซ์วิลล์เป็นที่ตั้งของ Colonial Theatre ซึ่งเปิดให้บริการในปี 1903 โรงละครแห่งนี้เป็นสถานที่จัดคอนเสิร์ตและการฉายภาพยนตร์พิเศษตลอดทั้งปี และมีความโด่งดังจากการเป็นสถานที่ถ่ายทำฉากหนึ่งในภาพยนตร์สยองขวัญไซไฟเรื่อง The Blob ปี 1958

ด้วยเหตุนี้ ในทุกเดือนกรกฎาคม เมืองจะมีการจัดงาน Blobfest ซึ่งผู้เข้าร่วมงานจะได้จำลองฉากการวิ่งหนีสัตว์ประหลาดจากภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว

มรดกทางประวัติศาสตร์

ประวัติศาสตร์อันยาวนานของเมืองได้รับการยอมรับในปี 1987 ด้วยการจัดตั้ง เขตประวัติศาสตร์ฟีนิกซ์วิลล์ (Phoenixville Historic District) ซึ่งเป็นสถานที่ในทะเบียนสถานที่ทางประวัติศาสตร์แห่งชาติ (National Register of Historic Places) ที่ใหญ่ที่สุดในเคาน์ตี้เชสเตอร์ นอกจากนี้ยังมีสะพาน Black Rock, โรงเรียน Gay Street และคลองเดินเรือสคูยคิลล์ (ช่วง Oakes Reach) ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติด้วย

คำถามที่พบบ่อย

ชื่อเมืองฟีนิกซ์วิลล์มีที่มาจากอะไร?

ชื่อเมืองมาจาก Phoenix Iron Works ซึ่งตั้งชื่อตามนกฟีนิกซ์ในตำนาน เนื่องจากวิศวกรชาวเยอรมัน Lewis Wernwag เห็นว่าความร้อนจากเตาหลอมเหล็กมีลักษณะคล้ายกับนกฟีนิกซ์

เหตุการณ์สำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจของเมืองเปลี่ยนแปลงคืออะไร?

การปิดตัวของบริษัท Phoenix Steel Corporation ในปี 1987 ทำให้เศรษฐกิจตกต่ำลงอย่างมาก ก่อนที่จะมีการฟื้นฟูเมืองในศตวรรษที่ 21 โดยเปลี่ยนจากเมืองอุตสาหกรรมเป็นเมืองแห่งการค้าและบริการ

Blobfest คืออะไร?

เป็นเทศกาลประจำปีในเดือนกรกฎาคมที่จัดขึ้นเพื่อฉลองและจำลองฉากในภาพยนตร์เรื่อง The Blob ปี 1958 ซึ่งถ่ายทำที่โรงละคร Colonial Theatre ในเมืองนี้