พระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืชปี 1970 ของสหรัฐอเมริกา
สรุปใจความสำคัญ
- มอบการคุ้มครองพันธุ์พืชที่สืบพันธุ์แบบอาศัยเพศและพืชหัวเป็นเวลา 20-25 ปี
- กำหนดเงื่อนไข 4 ประการในการรับรอง: ความใหม่, ความแตกต่าง, ความสม่ำเสมอ และความคงตัว
- มีข้อยกเว้นให้เกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกเองได้ แต่ห้ามนำไปขายต่อ (หลังปี 1994)
- อนุญาตให้ใช้พันธุ์พืชที่คุ้มครองเพื่อการวิจัยและการปรับปรุงพันธุ์ได้โดยไม่ถือเป็นการละเมิด
พระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืชปี 1970 (Plant Variety Protection Act of 1970 หรือ PVPA) เป็นกฎหมายว่าด้วยทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐอเมริกา (7 U.S.C. 2321-2582) ซึ่งออกแบบมาเพื่อมอบสิทธิการควบคุมแต่เพียงผู้เดียวให้แก่ผู้ปรับปรุงพันธุ์พืช (Breeders) ในการจัดการกับพันธุ์พืชใหม่ที่ผ่านการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ (Sexually Reproduced) หรือพืชที่ขยายพันธุ์ด้วยหัว (Tuber-propagated) โดยมีระยะเวลาการคุ้มครองสูงสุด 25 ปี

เงื่อนไขการขอรับใบรับรองการคุ้มครอง
เพื่อให้พันธุ์พืชได้รับใบรับรองภายใต้ PVPA พันธุ์พืชนั้นจะต้องมีคุณสมบัติครบถ้วน 4 ประการ ดังนี้:
- ความใหม่ (New): วัสดุที่ใช้ขยายพันธุ์หรือผลผลิตต้องไม่มีการจำหน่ายหรือนำออกไปใช้ประโยชน์ในสหรัฐอเมริกาเกิน 1 ปี หรือในต่างประเทศเกิน 4 ปี (ยกเว้นกรณีไม้ยืนต้นหรือไม้เถา ซึ่งขยายเวลาได้ถึง 6 ปี)
- ความแตกต่าง (Distinct): ต้องมีความแตกต่างอย่างชัดเจนจากพันธุ์พืชอื่น ๆ ที่เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป โดยพิจารณาจากลักษณะทางสัณฐานวิทยา สรีรวิทยา หรือคุณลักษณะอื่น ๆ ที่มีมูลค่าทางพาณิชย์
- ความสม่ำเสมอ (Uniform): ความแปรผันใด ๆ ที่เกิดขึ้นต้องสามารถอธิบายได้ คาดการณ์ได้ และเป็นที่ยอมรับในเชิงพาณิชย์
- ความคงตัว (Stable): เมื่อนำไปขยายพันธุ์แล้ว ลักษณะสำคัญและลักษณะเด่นของพันธุ์พืชนั้นจะต้องยังคงเดิมภายใต้ระดับความน่าเชื่อถือทางพาณิชย์ที่เหมาะสม
สิทธิและระยะเวลาการคุ้มครอง
ผู้ที่ได้รับใบรับรองการคุ้มครองพันธุ์พืชมีสิทธิในการห้ามมิให้ผู้อื่นดำเนินการดังต่อไปนี้โดยไม่ได้รับอนุญาต:
- การขาย หรือเสนอขายพันธุ์พืช
- การขยายพันธุ์พืช
- การนำเข้าหรือส่งออกพันธุ์พืช
- การใช้พันธุ์พืชเพื่อผลิตลูกผสม (Hybrid) หรือพันธุ์พืชชนิดใหม่ (ซึ่งแตกต่างจากการใช้เพื่อการปรับปรุงพันธุ์)
ระยะเวลาการคุ้มครองคือ 20 ปี นับจากวันที่ออกใบรับรอง หรือ 25 ปี สำหรับกรณีไม้ยืนต้นและไม้เถา
ข้อยกเว้นตามกฎหมาย
PVPA มีข้อยกเว้นสำคัญ 3 ประการที่จำกัดสิทธิเด็ดขาดของผู้ปรับปรุงพันธุ์ ซึ่งแตกต่างจากกฎหมายสิทธิบัตรทั่วไป:
- ประโยชน์สาธารณะ (Public Interest): กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) สามารถประกาศให้พันธุ์พืชที่ได้รับความคุ้มครองเปิดให้ใช้งานได้ หากพบว่ามีความจำเป็นในการจัดหาเส้นใย อาหาร หรืออาหารสัตว์ให้เพียงพอ และเจ้าของไม่สามารถตอบสนองความต้องการในราคาที่ยุติธรรมได้ โดยจะมีการจ่ายค่าตอบแทนที่เหมาะสมแก่เจ้าของ
- ข้อยกเว้นเพื่อการวิจัย (Research Exemption): การใช้และขยายพันธุ์พืชที่ได้รับความคุ้มครองเพื่อการปรับปรุงพันธุ์พืชหรือการวิจัยที่แท้จริง ไม่ถือว่าเป็นการละเมิดกฎหมาย
- ข้อยกเว้นสำหรับเกษตรกร (Farmer's Exemption): อนุญาตให้เกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์จากพันธุ์พืชที่ได้รับความคุ้มครองเพื่อนำไปปลูกในไร่นาของตนเองได้ อย่างไรก็ตาม หลังจากการแก้ไขกฎหมายในปี 1994 เพื่อให้สอดคล้องกับอนุสัญญา UPOV เกษตรกรไม่สามารถนำเมล็ดพันธุ์ที่เก็บไว้ไป "ขาย" ให้แก่ผู้อื่นได้
การเปรียบเทียบกับสิทธิบัตรพืชและสิทธิบัตรการประดิษฐ์
| ประเภทการคุ้มครอง | ขอบเขตการคุ้มครอง | ลักษณะการขยายพันธุ์ |
|---|---|---|
| ใบรับรอง PVPA | พืชสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ และพืชหัว | อาศัยเพศ / หัว |
| สิทธิบัตรพืช (Plant Patent Act 1930) | พืชที่ขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ (ยกเว้นพืชหัว) | ไม่อาศัยเพศ |
| สิทธิบัตรการประดิษฐ์ (Utility Patent) | ครอบคลุมกว้างขวาง รวมถึงพืชที่ผ่านการดัดแปรทางพันธุกรรม | ทุกรูปแบบ |
ศาลสูงสุดของสหรัฐฯ ได้วินิจฉัยในคดี Diamond v. Chakrabarty (1980) และ J. E. M. Ag Supply, Inc. v. Pioneer Hi-Bred International, Inc. (2001) ว่าพืชที่เข้าข่ายได้รับความคุ้มครองภายใต้ PVPA สามารถขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ (Utility Patent) ได้เช่นกัน ซึ่งให้การคุ้มครองที่เข้มงวดกว่า
คำถามที่พบบ่อย
PVPA แตกต่างจากสิทธิบัตรพืช (Plant Patent) อย่างไร?
PVPA คุ้มครองพืชที่สืบพันธุ์แบบอาศัยเพศและพืชหัว ในขณะที่สิทธิบัตรพืช (Plant Patent Act 1930) คุ้มครองเฉพาะพืชที่ขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศและไม่รวมพืชหัว
เกษตรกรสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองตาม PVPA ไว้ปลูกต่อได้หรือไม่?
ได้ เกษตรกรสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้ในการผลิตพืชผลในฟาร์มของตนเองได้โดยไม่ถือเป็นการละเมิด แต่ไม่สามารถนำเมล็ดพันธุ์นั้นไปจำหน่ายให้ผู้อื่นได้
ระยะเวลาการคุ้มครองของ PVPA คือเท่าใด?
โดยทั่วไปคือ 20 ปีนับจากวันที่ออกใบรับรอง แต่สำหรับไม้ยืนต้นหรือไม้เถาจะได้รับการคุ้มครอง 25 ปี
เงื่อนไข 'ความใหม่' ของพันธุ์พืชตาม PVPA คืออะไร?
คือการที่พันธุ์พืชนั้นต้องไม่ถูกจำหน่ายหรือนำไปใช้ประโยชน์ในสหรัฐฯ เกิน 1 ปี หรือในต่างประเทศเกิน 4 ปี (หรือ 6 ปีสำหรับไม้ยืนต้น/ไม้เถา) ก่อนการยื่นขอรับใบรับรอง
