สถาบันศิลปะและวิทยาศาสตร์แห่งโปแลนด์ (PAU) ศูนย์กลางวิชาการ
สรุปใจความสำคัญ
- ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1872 โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองคราคูฟ ประเทศโปแลนด์
- เป็นเจ้าของร่วมของห้องสมุดโปแลนด์ในปารีส ซึ่งเป็นแหล่งรวบรวมเอกสารภาษาโปแลนด์ที่สำคัญ
- เคยถูกสั่งปิดโดยเยอรมนีในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และถูกรัฐบาลคอมมิวนิสต์ยึดทรัพย์สินในปี 1952 ก่อนจะฟื้นฟูได้ในปี 1989
สถาบันศิลปะและวิทยาศาสตร์แห่งโปแลนด์ หรือ Polish Academy of Learning (ภาษาโปแลนด์: Polska Akademia Umiejętności หรือ PAU) เป็นหนึ่งในสองสถาบันวิชาการระดับสูงในโปแลนด์ปัจจุบัน โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองคราคูฟ (Kraków) ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1872 เพื่อเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และวัฒนธรรมของชาวโปแลนด์

ประวัติความเป็นมา
สถาบัน PAU มีรากฐานมาจากสมาคมการเรียนรู้ (Academy of Learning) ที่ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1871 ซึ่งเป็นการปรับโฉมจากสมาคมวิชาการแห่งคราคูฟ (Kraków Learned Society) ที่มีมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1815 แม้ว่าในช่วงแรกจะถูกจำกัดให้อยู่ในเขตปกครองของออสเตรีย แต่สถาบันแห่งนี้ทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมทางปัญญาและวัฒนธรรมสำหรับคนทั้งชาติ โดยดึงดูดนักวิชาการจากทั่วทุกมุมของโปแลนด์และต่างประเทศ
ในปี ค.ศ. 1893 สถาบันได้รับมอบหมายให้ดูแลห้องสมุดโปแลนด์ในปารีส (Polish Library in Paris) ซึ่งเป็นแหล่งรวบรวมเอกสารภาษาโปแลนด์ที่ใหญ่ที่สุดที่สร้างขึ้นโดยกลุ่มผู้อพยพครั้งใหญ่ (Great Emigration) นอกจากนี้ยังมีการจัดตั้งคณะสำรวจกรุงโรม (Rome Expedition) เพื่อศึกษาเอกสารจดหมายเหตุในกรุงโรมอีกด้วย

การเปลี่ยนแปลงในช่วงสงครามและยุคคอมมิวนิสต์
หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 สถาบันได้เปลี่ยนชื่อเป็น "สถาบันศิลปะและวิทยาศาสตร์แห่งโปแลนด์" (PAU) และกลายเป็นตัวแทนอย่างเป็นทางการของวิชาการโปแลนด์ในระดับสากล โดยเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งของ Union Académique Internationale (UAI) ช่วงระหว่างสงครามโลกทั้งสองครั้งถือเป็นยุคทองของการตีพิมพ์ผลงาน โดยมีการออกวารสารและชุดหนังสือมากกว่า 100 ชุด รวมถึงพจนานุกรมชีวประวัติชาวโปแลนด์ (Polish Biographical Dictionary) ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สถาบันถูกสั่งปิดโดยกองทัพเยอรมันที่เข้ายึดครอง ส่งผลให้มีการก่อตั้งสถาบันศิลปะและวิทยาศาสตร์โปแลนด์ในนิวยอร์กซิตี้ขึ้นในปี ค.ศ. 1942 เพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ทางวิชาการ ต่อมาในปี ค.ศ. 1952 รัฐบาลคอมมิวนิสต์ได้เข้ายึดทรัพย์สินและหน่วยงานของ PAU เพื่อนำไปรวมกับสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งโปแลนด์ (Polish Academy of Sciences) ในกรุงวอร์ซอ อย่างไรก็ตาม PAU ไม่เคยถูกยุบอย่างเป็นทางการ และสามารถกลับมาดำเนินกิจกรรมได้อีกครั้งหลังการล่มสลายของระบอบคอมมิวนิสต์ในปี ค.ศ. 1989
โครงสร้างของสถาบัน
ปัจจุบันสถาบันแบ่งออกเป็น 6 แผนก (Classes) ซึ่งประกอบด้วยคณะกรรมการเฉพาะทางและคณะกรรมการสหวิทยาการ โดยหนึ่งในแผนกที่โดดเด่นคือ แผนกนิรุกติศาสตร์ (Philology) ซึ่งรวบรวมนักวิชาการด้านภาษาศาสตร์ (โปแลนด์, คลาสสิก, อังกฤษ, เยอรมัน, โรมานซ์, สลาวิก) และประวัติศาสตร์ศิลปะ ผลงานหลักของแผนกนี้คือการตีพิมพ์วารสารทางนิรุกติศาสตร์ และการแปลวรรณกรรมโบราณ
รายนามประธานสถาบัน (บางส่วน)
| ชื่อประธาน | วาระการดำรงตำแหน่ง |
|---|---|
| Józef Majer | 1872–1890 |
| Stanisław Tarnowski | 1890–1917 |
| Kazimierz Morawski | 1917–1925 |
| Jan Ostrowski | 2018–ปัจจุบัน |
คำถามที่พบบ่อย
PAU แตกต่างจาก Polish Academy of Sciences อย่างไร?
PAU (Polish Academy of Arts and Sciences) มีสำนักงานใหญ่ที่คราคูฟและมีรากฐานมาจากสมาคมวิชาการเก่าแก่ ส่วน Polish Academy of Sciences มีสำนักงานใหญ่ที่วอร์ซอและถูกก่อตั้งขึ้นในยุคคอมมิวนิสต์เพื่อรวมศูนย์การวิจัย
สถาบัน PAU มีบทบาทอย่างไรในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2?
สถาบันถูกสั่งปิดโดยเยอรมนี ทำให้เหล่านักวิชาการต้องไปก่อตั้งสถาบันสืบทอดในนิวยอร์กซิตี้ สหรัฐอเมริกา เพื่อรักษาการทำงานทางวิชาการต่อไป
ผลงานที่โดดเด่นที่สุดของ PAU ในช่วงระหว่างสงครามโลกคืออะไร?
การตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการจำนวนมาก โดยเฉพาะพจนานุกรมชีวประวัติชาวโปแลนด์ (Polish Biographical Dictionary) ซึ่งเป็นงานรวบรวมข้อมูลบุคคลสำคัญของชาติ
