การเมืองของสฟาลบาร์ อำนาจอธิปไตยและสนธิสัญญาพิเศษ
สรุปใจความสำคัญ
- สฟาลบาร์เป็นเขตปลอดวีซ่าโดยสมบูรณ์ ซึ่งทุกคนสามารถอาศัยและทำงานได้โดยไม่ต้องมีวีซ่า
- นอร์เวย์มีอำนาจอธิปไตยเหนือสฟาลบาร์ แต่ไม่สามารถใช้พื้นที่นี้เพื่อวัตถุประสงค์ทางทหาร
- สฟาลบาร์เคยมีสถานะเป็น terra nullius (ดินแดนที่ไม่มีเจ้าของ) ก่อนที่จะมีการลงนามสนธิสัญญาในปี 1920
สฟาลบาร์ (Svalbard) ตั้งอยู่ภายใต้ อำนาจอธิปไตยของนอร์เวย์ แต่การใช้อำนาจนั้นถูกจำกัดด้วย สนธิสัญญาสฟาลบาร์ (Svalbard Treaty) ซึ่งทำให้หมู่เกาะแห่งนี้มีสถานะทางการเมืองที่พิเศษและแตกต่างจากพื้นที่อื่นในโลก
ข้อจำกัดและสิทธิพิเศษภายใต้สนธิสัญญา
ภายใต้สนธิสัญญานี้ นอร์เวย์ไม่สามารถใช้หมู่เกาะสฟาลบาร์เพื่อวัตถุประสงค์ทางทหารหรือการสงครามได้ นอกจากนี้ นอร์เวย์ยังไม่สามารถเลือกปฏิบัติในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยแบ่งตามสัญชาติ และต้องดำเนินการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติอย่างเคร่งครัด
สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือ สฟาลบาร์เป็น เขตปลอดวีซ่าโดยสมบูรณ์ ซึ่งหมายความว่าทุกคนสามารถเข้ามาอาศัยและทำงานในสฟาลบาร์ได้โดยไม่มีกำหนดระยะเวลา ไม่ว่าจะเป็นพลเมืองของประเทศใดก็ตาม โดยพลเมืองของประเทศที่ลงนามในสนธิสัญญาจะได้รับสิทธิในการพำนักเท่าเทียมกับพลเมืองนอร์เวย์ ส่วนผู้ที่ไม่ใช่พลเมืองของประเทศภาคีสนธิสัญญาก็สามารถอาศัยและทำงานได้โดยไม่ต้องใช้วีซ่าเช่นกัน
การบริหารราชการและการปกครอง
การบริหารราชการในหมู่เกาะสฟาลบาร์เป็นหน้าที่ของ ผู้ว่าการสฟาลบาร์ (Governor of Svalbard) ซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้งผู้ว่าราชการจังหวัดและหัวหน้าตำรวจ โดยสถาบันนี้ถูกจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติสฟาลบาร์ (Svalbard Act) ซึ่งกำหนดขอบเขตของกฎหมายนอร์เวย์ที่จะนำมาใช้ในพื้นที่
สภาชุมชนลองเยียร์บีเอน (Longyearbyen Community Council) เป็นรัฐบาลท้องถิ่นเพียงแห่งเดียวที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งมีการจัดองค์กรคล้ายกับเทศบาลในนอร์เวย์แผ่นดินใหญ่ นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานรัฐบาลนอร์เวย์อื่นๆ เช่น กรมการเหมืองแร่ และกรมสรรพากร ที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่
ในด้านการทูต มีคณะผู้แทนทางการทูตสองแห่ง ได้แก่ สถานกงสุลรัสเซียในบาเรนตส์บวร์ก (Barentsburg) และสถานกงสุลสวิตเซอร์แลนด์ในลองเยียร์บีเอน (Longyearbyen)
ประวัติศาสตร์การอ้างสิทธิ์และสถานะ Terra Nullius
หมู่เกาะสฟาลบาร์ถูกค้นพบในปี ค.ศ. 1596 และหลังจากนั้นบริษัทจากอังกฤษ เนเธอร์แลนด์ เดนมาร์ก-นอร์เวย์ และฝรั่งเศส ได้เข้ามาทำประมงวาฬและล่าสัตว์

ในช่วงแรกมีการอ้างสิทธิ์เหนือดินแดนโดยอังกฤษและเดนมาร์ก-นอร์เวย์ ในขณะที่เนเธอร์แลนด์และฝรั่งเศสยึดถือหลักการ mare liberum (ทะเลเสรี) ส่งผลให้สฟาลบาร์มีสถานะเป็น terra nullius หรือดินแดนที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ จนกระทั่งมีการจัดตั้งการบริหารราชการสาธารณะในช่วงปี ค.ศ. 1870 และมีความจำเป็นเร่งด่วนมากขึ้นเมื่อมีการสร้างชุมชนเหมืองถ่านหินในต้นศตวรรษที่ 20
สนธิสัญญาสฟาลบาร์ได้รับการลงนามหลังการประชุมสันติภาพปารีสในปี ค.ศ. 1920 และผู้ว่าการรวมถึงพระราชบัญญัติสฟาลบาร์เริ่มมีผลบังคับใช้ในปี ค.ศ. 1925
ความขัดแย้งในยุคสงครามเย็น
หลังสงครามโลกครั้งที่สองและจุดเริ่มต้นของสงครามเย็น สฟาลบาร์กลายเป็นพื้นที่ที่มีความตึงเครียด โดยชุมชนชาวนอร์เวย์และชาวโซเวียตถูกแยกออกจากกัน นอร์เวย์ดำเนินนโยบายต่างประเทศเชิงรับในพื้นที่นี้ และสหภาพโซเวียตได้ประท้วงต่อต้านกิจกรรมใหม่ๆ ของนอร์เวย์เกือบทุกอย่าง
ตั้งแต่ทศวรรษ 1990 ลองเยียร์บีเอนได้เปลี่ยนผ่านจากเมืองเหมืองแร่ไปสู่เมืองปกติ และมีประชากรเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ในขณะที่ชุมชนชาวโซเวียตลดจำนวนลง โดยปัจจุบันเหลือผู้อยู่อาศัยเพียงไม่กี่ร้อยคนในบาเรนตส์บวร์ก
การเลือกตั้งท้องถิ่นและกฎหมายการเลือกตั้ง
สำหรับการเลือกตั้งรัฐสภานอร์เวย์ พลเมืองนอร์เวย์ที่อาศัยในสฟาลบาร์จะลงคะแนนเสียงในจังหวัดที่พวกเขาเคยพำนักครั้งสุดท้ายในแผ่นดินใหญ่
ในการเลือกตั้งสภาชุมชนลองเยียร์บีเอนเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2023 ได้มีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายการเลือกตั้ง ซึ่งทำให้ชาวต่างชาติที่พำนักในนอร์เวย์แผ่นดินใหญ่ไม่ถึง 3 ปี ไม่ได้รับอนุญาตให้ลงคะแนนเสียง ส่งผลให้จำนวนผู้ลงคะแนนลดลงจาก 1,128 คนในปี 2019 เหลือเพียง 808 คนในปี 2023 และสร้างความไม่พอใจให้กับผู้อยู่อาศัยในลองเยียร์บีเอนหลายคน
คำถามที่พบบ่อย
ใครเป็นผู้ปกครองสฟาลบาร์?
สฟาลบาร์อยู่ภายใต้ อำนาจอธิปไตยของนอร์เวย์ แต่การปกครองถูกจำกัดโดยสนธิสัญญาสฟาลบาร์ ซึ่งให้สิทธิแก่พลเมืองของประเทศภาคีสนธิสัญญาในการอาศัยและทำงานที่นั่น
สฟาลบาร์เป็นเขตปลอดวีซ่าจริงหรือไม่?
ใช่ สฟาลบาร์เป็นเขตปลอดวีซ่าโดยสมบูรณ์ ซึ่งบุคคลใดๆ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสัญชาติ สามารถเข้ามาอาศัยและทำงานในสฟาลบาร์ได้โดยไม่มีกำหนดระยะเวลา
ทำไมสฟาลบาร์จึงมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์?
เพราะเคยเป็นดินแดน terra nullius ที่เป็นข้อพิพาทระหว่างหลายประเทศ เช่น อังกฤษ เนเธอร์แลนด์ และ เดนมาร์ก-นอร์เวย์ ก่อนจะตกลงกันได้ด้วยสนธิสัญญาในปี 1920

