← กลับไปยังบทความทั้งหมด

เขตเลือกตั้งพอนเตแฟรคต์

สรุปใจความสำคัญ

  • เป็นเขตเลือกตั้งแรกในสหราชอาณาจักรที่ใช้ระบบลงคะแนนลับในการเลือกตั้งซ่อมปี ค.ศ. 1872
  • เคยใช้ระบบการเลือกตั้งแบบเบอร์เกจ (Burgage) ซึ่งผูกสิทธิการลงคะแนนไว้กับกรรมสิทธิ์ในที่ดิน
  • มีการเปลี่ยนแปลงจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจาก 2 คน เหลือ 1 คน ในปี ค.ศ. 1885
  • พิพิธภัณฑ์พอนเตแฟรคต์เก็บรักษาหีบบัตรเลือกตั้งใบแรกที่ประทับตราขี้ผึ้งรูปชะเอมเทศ

เขตเลือกตั้งพอนเตแฟรคต์ (Pontefract constituency) เป็นเขตเลือกตั้งในสภาสามัญชนของสหราชอาณาจักร ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองพอนเตแฟรคต์ ในเวสต์ไรดิงแห่งยอร์กเชียร์ (West Riding of Yorkshire) เขตเลือกตั้งนี้มีประวัติการส่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (MP) เข้าสู่สภาสามัญชนในช่วงสั้นๆ ในศตวรรษที่ 13 และกลับมามีบทบาทอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี ค.ศ. 1621 จนถึงปี ค.ศ. 1974

ประวัติศาสตร์การเลือกตั้งยุคก่อนการปฏิรูป (ค.ศ. 1295–1832)

พอนเตแฟรคต์มีการส่งตัวแทนในรัฐสภาต้นแบบ (Model Parliament) ปี ค.ศ. 1295 และปี ค.ศ. 1298 แต่เริ่มมีสิทธิในการเลือกตั้งอย่างต่อเนื่องในปี ค.ศ. 1621 โดยในขณะนั้นมีสถานะเป็นเขตเลือกตั้งแบบเทศบาล (Parliamentary Borough) ซึ่งส่งตัวแทนได้สองคน และครอบคลุมพื้นที่เฉพาะตัวเมืองพอนเตแฟรคต์เท่านั้น

ระบบเบอร์เกจและข้อพิพาทด้านสิทธิการเลือกตั้ง

จนถึงปี ค.ศ. 1783 พอนเตแฟรคต์ใช้ระบบ เบอร์เกจ (Burgage borough) ซึ่งสิทธิในการลงคะแนนจะผูกติดกับผู้ถือครองอสังหาริมทรัพย์ที่กำหนดไว้ประมาณ 325 แห่งในเขตเทศบาล เนื่องจากกรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในมือของคนเพียงไม่กี่คน เจ้าของที่ดินเหล่านี้จึงมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการเลือกตัวแทน โดยการแต่งตั้งตัวแทน (Nominee) ให้เป็นผู้ลงคะแนนแทนในนามของตน

ในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 18 เจ้าของที่ดินรายใหญ่สองรายคือ จอร์จ มอร์ตัน พิตต์ (George Morton Pitt) และลอร์ดกัลเวย์ (Lord Galway) ซึ่งถือครองที่ดินส่วนใหญ่ แต่ทั้งสองเลือกที่จะประนีประนอมกับผู้ถือครองที่ดินรายย่อยในเมือง ทำให้ชาวเมืองยังมีส่วนร่วมในการเลือกสมาชิกสภาฯ และได้รับผลประโยชน์ทางการเงินจากผู้อุปถัมภ์เหล่านี้

อย่างไรก็ตาม ในปี ค.ศ. 1766 พิตต์ได้ขายที่ดินของตนให้กับจอห์น วอลช์ (John Walsh) ซึ่งวอลช์และกัลเวย์ได้เปลี่ยนกลยุทธ์มาใช้ "ผู้ลงคะแนนกำมะลอ" (Faggot voters) เพื่อบังคับเสียงข้างมาก ส่งผลให้เกิดการประท้วงรุนแรงในการเลือกตั้งปี ค.ศ. 1768 โดยชาวเมืองได้ส่งผู้สมัครของตนเองเข้าประกวดและเกิดการจลาจลในวันลงคะแนนเพื่อขัดขวางผู้ลงคะแนนจากภายนอก แม้การเลือกตั้งครั้งนั้นจะถูกประกาศให้เป็นโมฆะ แต่การต่อสู้ของชาวเมืองยังคงดำเนินต่อไป

หลังจากความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งปี ค.ศ. 1774 ชาวเมืองได้ยื่นคำร้องคัดค้านผลการเลือกตั้ง แต่สภาสามัญชนยังคงยืนยันสิทธิการเลือกตั้งแบบเบอร์เกจ จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1783 สภาสามัญชนได้ตัดสินใจเปลี่ยนแนวทางและประกาศให้สิทธิการลงคะแนนเป็นของเจ้าของบ้านที่เป็นชายและอาศัยอยู่ในเขตพื้นที่จริง ซึ่งกลายเป็นมาตรฐานสำหรับช่วงครึ่งศตวรรษสุดท้ายก่อนการปฏิรูปครั้งใหญ่

การเปลี่ยนแปลงหลังพระราชบัญญัติการปฏิรูป ค.ศ. 1832

พระราชบัญญัติการปฏิรูป ค.ศ. 1832 (Great Reform Act 1832) ได้ขยายขอบเขตของเขตเลือกตั้งพอนเตแฟรคต์ โดยรวมเอาตำบลข้างเคียง เช่น แทนเชลฟ์ (Tanshelf), มอนก์ฮิลล์ (Monkhill), น็อตติงลีย์ (Knottingley), เฟอร์รีบริดจ์ (Ferrybridge) และคาร์ลตัน (Carleton) รวมถึงปราสาทพอนเตแฟรคต์และสวนพอนเตแฟรคต์ที่เคยถูกยกเว้นออกไป การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ประชากรในเขตเลือกตั้งเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 10,000 คน

การบุกเบิกการลงคะแนนลับในอังกฤษ

ในปี ค.ศ. 1872 พอนเตแฟรคต์สร้างประวัติศาสตร์เป็นเขตเลือกตั้งแรกในสหราชอาณาจักรที่จัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยใช้ ระบบลงคะแนนลับ (Secret Ballot) ในการเลือกตั้งซ่อมหลังจากมีการประกาศใช้กฎหมายยกเลิกการลงคะแนนแบบเปิดเผย

เหตุการณ์นี้ได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากผู้สังเกตการณ์เชื่อว่าผลการเลือกตั้งอาจเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อผู้ลงคะแนนไม่ต้องเปิดเผยตัวตน แต่ผลปรากฏว่าสัดส่วนคะแนนเสียงยังคงใกล้เคียงกับการเลือกตั้งทั่วไปครั้งก่อนหน้า ฮิวจ์ ไชลเดอร์ส (Hugh Childers) ได้รับการเลือกตั้งกลับเข้ามาอีกครั้งเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1872 ปัจจุบันพิพิธภัณฑ์พอนเตแฟรคต์ยังคงเก็บรักษาหีบบัตรเลือกตั้งดั้งเดิมซึ่งประทับตราขี้ผึ้งเป็นรูปชะเอมเทศ (Liquorice stamp) ซึ่งเป็นสินค้าขึ้นชื่อของเมือง

การปรับเปลี่ยนเขตเลือกตั้งในศตวรรษที่ 20

การปฏิรูปครั้งที่สามในปี ค.ศ. 1885 ได้ลดจำนวนตัวแทนของพอนเตแฟรคต์จากสองคนเหลือเพียงคนเดียว โดยขอบเขตพื้นที่ยังคงเดิม ต่อมาในปี ค.ศ. 1918 พอนเตแฟรคต์ได้เปลี่ยนสถานะเป็นเขตเลือกตั้งระดับเคาน์ตี้ (County constituency) โดยขยายพื้นที่ครอบคลุมเมืองน็อตติงลีย์, เมืองกูล (Goole) และเขตชนบทของพอนเตแฟรคต์และกูล

ในการเลือกตั้งทั่วไปปี ค.ศ. 1950 พอนเตแฟรคต์กลับมามีสถานะเป็นเขตเลือกตั้งแบบเทศบาลอีกครั้ง โดยครอบคลุมพื้นที่เมืองพอนเตแฟรคต์, แคสเซิลฟอร์ด (Castleford) และเฟเธอร์สโตน (Featherstone) และตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1974 เขตเลือกตั้งนี้ได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น พอนเตแฟรคต์และแคสเซิลฟอร์ด (Pontefract and Castleford)

คำถามที่พบบ่อย

เขตเลือกตั้งพอนเตแฟรคต์มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองอย่างไร?

มีความสำคัญในฐานะที่เป็นเขตเลือกตั้งแรกในอังกฤษที่นำระบบลงคะแนนลับมาใช้ในปี ค.ศ. 1872 ซึ่งเป็นการเปลี่ยนผ่านจากการลงคะแนนแบบเปิดเผยที่มักถูกครอบงำโดยผู้มีอิทธิพล

ระบบเบอร์เกจ (Burgage) ในพอนเตแฟรคต์คืออะไร?

เป็นระบบที่สิทธิในการลงคะแนนเลือกตั้งผูกติดกับผู้ถือครองอสังหาริมทรัพย์ที่กำหนดไว้ (ประมาณ 325 แห่ง) ทำให้เจ้าของที่ดินรายใหญ่สามารถควบคุมการเลือกตั้งได้โดยการแต่งตั้งตัวแทนลงคะแนนแทนตน

การเปลี่ยนแปลงขอบเขตพื้นที่เลือกตั้งในปี ค.ศ. 1832 ส่งผลอย่างไร?

ทำให้พื้นที่เลือกตั้งขยายครอบคลุมตำบลข้างเคียงและสถานที่สำคัญ เช่น ปราสาทพอนเตแฟรคต์ ส่งผลให้จำนวนประชากรในเขตเลือกตั้งเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า (มากกว่า 10,000 คน)