Portfolio Career แนวทางการทำงานแบบหลากหลายในยุคใหม่
สรุปใจความสำคัญ
- Charles Handy เป็นผู้ทำให้แนวคิด Portfolio Career เป็นที่รู้จักผ่านหนังสือ The Empty Raincoat ในปี 1994
- การมีแหล่งรายได้หลายทางช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและความมั่นคงในอาชีพเมื่อเทียบกับการทำงานในตำแหน่งเดียว
- ประมาณ 45% ของคนทำงานในสหรัฐอเมริกามีงานเสริม ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของแนวทาง Portfolio Career
ในยุคที่ตลาดแรงงานเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แนวคิด Portfolio Career หรือ อาชีพแบบพอร์ตโฟลิโอ ได้กลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนทำงานรุ่นใหม่และผู้เชี่ยวชาญในหลายสาขา แทนที่จะยึดติดกับงานประจำเพียงตำแหน่งเดียวในองค์กรเดียว Portfolio Career คือการรวบรวมบทบาทหน้าที่ที่หลากหลาย ทั้งงานที่ได้รับค่าตอบแทนและงานอาสาสมัครเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างเส้นทางอาชีพที่ตอบโจทย์ทั้งด้านการเงินและความพึงพอใจส่วนบุคคล
ประวัติและที่มาของแนวคิด
แนวคิดนี้ถูกทำให้เป็นที่รู้จักโดย Charles Handy นักปรัชญาและนักพฤติกรรมองค์กร โดยเฉพาะในหนังสือ The Empty Raincoat (1994) ซึ่ง Handy คาดการณ์ว่าในอนาคต ผู้คนจำเป็นต้องพัฒนาทักษะที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ (portable skillsets) เพื่อให้ทันต่อความต้องการของสถานที่ทำงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งการคาดการณ์นี้เป็นรากฐานของสิ่งที่เรารู้จักกันในปัจจุบันว่า Gig Economy
นอกจากนี้ Penelope Trunk นักข่าวได้ระบุว่าการเติบโตของ Portfolio Career เริ่มเห็นได้ชัดเมื่อคน Generation X เข้าสู่ตลาดแรงงาน โดยหลายคนมองหาทางเลือกอื่นนอกเหนือจากการจ้างงานเต็มเวลา เพื่อค้นหาตัวตนและเส้นทางอาชีพที่เหมาะสมกับตนเองมากขึ้น
ข้อดีและข้อเสียของ Portfolio Career
การทำงานรูปแบบนี้มีทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนที่ผู้ที่สนใจควรพิจารณา ดังนี้:
ข้อดี
- ความยืดหยุ่นและสมดุล: ช่วยให้เกิด Work-Life Balance และมีความยืดหยุ่นในการจัดการเวลา
- ความมั่นคงรูปแบบใหม่: การมีแหล่งรายได้หลายทางช่วยลดความเสี่ยงเมื่อเทียบกับการพึ่งพารายได้จากแหล่งเดียว
- ความหลากหลาย: ได้ทำงานที่หลากหลายและสามารถไล่ตามความสนใจส่วนตัวได้
- ประโยชน์ต่อผู้จ้างงาน: ธุรกิจได้รับมุมมองที่สดใหม่และประสบการณ์ที่หลากหลายจากผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานข้ามอุตสาหกรรม ซึ่งช่วยกระตุ้นนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์
ข้อเสีย
- ความขาดเสถียรภาพ: รายได้อาจมีความผันผวนและขาดความก้าวหน้าในสายอาชีพแบบดั้งเดิม (Linear Ascent)
- ปัญหาด้านอัตลักษณ์: การไม่มีตำแหน่งงานที่ชัดเจนอาจทำให้ยากต่อการอธิบายตัวตนทางวิชาชีพให้ผู้อื่นเข้าใจได้ง่าย
สถิติและแนวโน้มในปัจจุบัน
ข้อมูลจาก Centre for Research on Self Employment ในลอนดอน ประเมินว่ามีแรงงานในสหราชอาณาจักรประมาณ 250,000 คนที่นิยามการทำงานของตนเองว่าเป็น Portfolio Career ขณะที่การศึกษาจาก Henley Business School พบว่า 25% ของคนทำงานในสหราชอาณาจักรมีงานเสริม (Side Job) และคาดว่าจำนวนนี้จะเพิ่มขึ้นเป็นหลักล้านคนภายในปี 2030
ในสหรัฐอเมริกา พบว่าประมาณ 45% ของคนทำงานรายงานว่ามีงานเสริม ซึ่งทำให้พวกเขากลายเป็นกลุ่ม Portfolio Careerists เช่นกัน นอกจากนี้ ในสหราชอาณาจักร นักศึกษาและบัณฑิตจบใหม่ถึง 60% ระบุว่ามีงานเสริม โดย 43% จำเป็นต้องทำเพื่อนำรายได้มาจ่ายค่าเช่าที่พัก
ความท้าทายและประเด็นทางสังคม
การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลกระทบต่อระบบการศึกษา โดย Sean Smith อดีตรองผู้อำนวยการโรงเรียน แนะนำว่าโรงเรียนจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดเกี่ยวกับ "ความพร้อมในการทำงาน" (Work Readiness) เพื่อเตรียมเยาวชนให้สามารถบริหารจัดการ "อุตสาหกรรมในครัวเรือน" ของตนเองได้
นอกจากนี้ Tara Fenwick ศาสตราจารย์ด้านการศึกษาวิชาชีพ มองว่าคนทำงานแบบพอร์ตโฟลิโอต้องสื่อสารให้ลูกค้าเข้าใจถึงลักษณะงาน และผู้จ้างงานต้องมีความรับผิดชอบในการเจรจาสัญญาจ้างที่ยุติธรรม เพื่อป้องกันการทำงานหนักเกินไปและแรงกดดันด้านเวลาที่ไม่เหมาะสม
คำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง
คนทำงานรุ่นใหม่ในกลุ่มนี้มักถูกเรียกว่า Slashies (มาจากเครื่องหมาย / ที่ใช้คั่นระหว่างอาชีพ เช่น นักเขียน/นักออกแบบ/ที่ปรึกษา) หรือ Solopreneurs (ผู้ประกอบการเดี่ยว)
คำถามที่พบบ่อย
Portfolio Career คืออะไร?
คือการทำงานที่ประกอบด้วยบทบาทหน้าที่หลากหลาย แทนที่จะทำงานเพียงตำแหน่งเดียวในองค์กรเดียว โดยอาจรวมทั้งงานที่ได้รับค่าตอบแทนและงานอาสาสมัครเข้าด้วยกัน
ข้อดีหลักของ Portfolio Career คืออะไร?
ข้อดีหลักคือความยืดหยุ่นในการทำงาน, การสร้างสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน (Work-Life Balance), และการลดความเสี่ยงทางการเงินด้วยการมีแหล่งรายได้หลายทาง
Slashies และ Solopreneurs แตกต่างกันอย่างไร?
ทั้งสองคำเป็นคำเรียกคนทำงานแบบ Portfolio Career โดย Slashies มักใช้เรียกผู้ที่มีหลายอาชีพในเวลาเดียวกัน (ใช้เครื่องหมาย slash คั่น) ส่วน Solopreneurs คือผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจด้วยตัวคนเดียว