← กลับไปยังบทความทั้งหมด

สถานการณ์การจ้างงานหลังจบการศึกษานิติศาสตร์ในสหรัฐอเมริกา

สรุปใจความสำคัญ

  • รายได้ของนักกฎหมายในสหรัฐฯ มีลักษณะแบบ Bimodal คือแบ่งเป็นกลุ่มรายได้สูงมากใน Big Law และกลุ่มรายได้ปานกลางถึงต่ำในสำนักงานขนาดเล็กหรือภาครัฐ
  • ในปี 2015 บัณฑิตกฎหมายเพียง 63% ที่ได้งานเต็มเวลาในตำแหน่งที่ต้องใช้ใบอนุญาตว่าความ
  • โรงเรียนกฎหมายเพียง 15% ของทั้งหมด เป็นแหล่งผลิตทนายความส่วนใหญ่ให้กับสำนักงานกฎหมายขนาดใหญ่ (Big Law)
  • มีการถกเถียงเรื่องความคุ้มค่าของปริญญานิติศาสตร์ระหว่างการเพิ่มรายได้ตลอดชีพกับการเผชิญภาวะตลาดแรงงานอิ่มตัวและหนี้การศึกษา

การจ้างงานหลังจบการศึกษานิติศาสตร์ในสหรัฐอเมริกาสะท้อนถึงความสามารถของบัณฑิตผู้ได้รับปริญญานิติศาสตร์ (Juris Doctor - JD) ในการเข้าสู่ตลาดแรงงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวิชาชีพกฎหมายหรือสาขาที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากค่าเล่าเรียนในโรงเรียนกฎหมายมีราคาสูง ความสามารถในการหางานที่มีรายได้เพียงพอต่อการชำระคืนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาจึงเป็นประเด็นสำคัญสำหรับผู้ที่สนใจเข้าศึกษา และนำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์โรงเรียนกฎหมายบางแห่งว่ามีการให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับโอกาสในการจ้างงาน

สถิติการจ้างงานและโครงสร้างรายได้

ข้อมูลจากสมาคมการจัดหางานด้านกฎหมายแห่งชาติ (National Association for Law Placement - NALP) ระบุว่าในปี 2015 มีบัณฑิตกฎหมายเพียง 63% ที่สามารถหางานทำเต็มเวลาในตำแหน่งที่ต้องใช้ใบอนุญาตว่าความ (Bar passage required employment) ขณะที่ประมาณ 11% ยังคงว่างงาน แม้ว่าอัตราการว่างงานโดยรวมของสหรัฐฯ ในขณะนั้นจะอยู่ที่ 5% นอกจากนี้ยังมีบัณฑิตบางส่วน (ประมาณ 1.4%) ที่ต้องทำงานในตำแหน่งที่ไม่ใช่วิชาชีพ

การกระจายรายได้แบบ Bimodal

ลักษณะเด่นของรายได้ในวิชาชีพกฎหมายของสหรัฐฯ คือการกระจายตัวแบบ Bimodal หรือการมีจุดสูงสุดของรายได้สองกลุ่มที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน:

  • กลุ่มรายได้สูง: บัณฑิตจากโรงเรียนกฎหมายชั้นนำที่ได้เข้าทำงานในสำนักงานกฎหมายขนาดใหญ่ (Big Law) มีรายได้เริ่มต้นสูงถึงประมาณ 160,000 ดอลลาร์ต่อปี
  • กลุ่มรายได้ปานกลางถึงต่ำ: บัณฑิตส่วนใหญ่ที่ทำงานในสำนักงานกฎหมายขนาดเล็ก หน่วยงานรัฐบาล หรือองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร มีรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 40,000 ถึง 60,000 ดอลลาร์ต่อปี

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแรงงาน (Bureau of Labor Statistics - BLS) ระบุว่าค่ามัธยฐานของทนายความในปี 2015 อยู่ที่ 115,820 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ถูกดึงให้สูงขึ้นเนื่องจากการกระจายรายได้แบบ Bimodal และการที่ข้อมูลไม่ได้รวมทนายความที่ประกอบอาชีพอิสระ (Self-employed)

ความท้าทายในตลาดแรงงานปัจจุบัน

สำนักงานสถิติแรงงาน (BLS) คาดการณ์ว่าการแข่งขันในตลาดงานจะยังคงรุนแรง เนื่องจากจำนวนผู้สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนกฎหมายมีมากกว่าจำนวนตำแหน่งงานที่ว่างอยู่ นอกจากนี้ แนวโน้มการลดค่าใช้จ่ายของลูกความส่งผลให้สำนักงานกฎหมายต้องปรับเปลี่ยนวิธีการจัดสรรบุคลากร ดังนี้:

  • การโอนย้ายงานบางส่วนจากทนายความไปยังพนักงานสนับสนุนทางกฎหมาย (Paralegals) หรือผู้ช่วยทางกฎหมาย
  • การจ้างงานผู้ให้บริการทางกฎหมายจากต่างประเทศ (Outsourcing) เพื่อลดต้นทุน

ศาสตราจารย์ Brian Tamanaha จากมหาวิทยาลัย Washington ได้ตั้งข้อสังเกตว่าสถิติการจ้างงานที่โรงเรียนกฎหมายรายงานผ่านสมาคมเนติบัณฑิตยสภา (American Bar Association - ABA) อาจขาดความแม่นยำ เนื่องจากเป็นการรวบรวมข้อมูลจากแบบสำรวจ ซึ่งอาจไม่สะท้อนความเป็นจริงของภาระหนี้และโอกาสในการทำงานที่บัณฑิตต้องเผชิญ

ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจของปริญญานิติศาสตร์

มีการถกเถียงเกี่ยวกับมูลค่าตลอดชีพของปริญญานิติศาสตร์ โดยมีมุมมองที่แตกต่างกันดังนี้:

มุมมองด้านบวก

การศึกษาโดยนักเศรษฐศาสตร์แรงงาน Michael Simkovic และ Frank McIntyre ซึ่งตีพิมพ์ใน Journal of Legal Studies ของมหาวิทยาลัย Chicago ระบุว่า ปริญญานิติศาสตร์ช่วยเพิ่มรายได้ตลอดชีพได้ประมาณ 1,000,000 ดอลลาร์ (มูลค่าปัจจุบัน) เมื่อเทียบกับผู้ที่จบเพียงปริญญาตรี โดยหากคำนวณหลังหักภาษีและค่าเล่าเรียนแล้ว ค่ามัธยฐานของบัณฑิตกฎหมายจะมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นประมาณ 330,000 ดอลลาร์

มุมมองด้านวิพากษ์

ศาสตราจารย์ Paul Campos ได้วิจารณ์งานวิจัยข้างต้นว่าไม่ได้คำนึงถึงสภาวะตลาดแรงงานที่อิ่มตัว ซึ่งปัจจุบันมีอัตราส่วนผู้จบการศึกษาต่อตำแหน่งงานว่างอยู่ที่ประมาณ 2 ต่อ 1 นอกจากนี้ รายงานจากมหาวิทยาลัย Georgetown ในปี 2016 ระบุว่าความต้องการบริการทางกฎหมายอยู่ในสภาวะคงที่และอำนาจในการกำหนดราคาของสำนักงานกฎหมายลดลง เนื่องจากลูกความเข้ามาควบคุมการบริหารจัดการและราคาของคดีมากขึ้น

ความเหลื่อมล้ำเชิงสถาบัน

วิชาชีพกฎหมายในสหรัฐฯ มีลักษณะเป็นระบบชนชั้นสูง (Elitist) อย่างมาก ข้อมูลในปี 2015 แสดงให้เห็นว่ามีโรงเรียนกฎหมายเพียง 15% (30 จาก 206 แห่ง) ที่เป็นแหล่งผลิตทนายความหลักให้กับสำนักงานกฎหมายขนาดใหญ่ (Big Law) โดยโรงเรียนกลุ่มนี้เพียง 30 แห่ง สามารถครองตำแหน่งงานในสำนักงานกฎหมายที่มีทนายความมากกว่า 250-500 คน ได้ถึง 59% และ 76% ตามลำดับ

คำถามที่พบบ่อย

การกระจายรายได้แบบ Bimodal ในวิชาชีพกฎหมายคืออะไร?

คือลักษณะการกระจายรายได้ที่มีจุดสูงสุดสองจุด แทนที่จะเป็นระฆังคว่ำปกติ โดยกลุ่มหนึ่งคือทนายความในสำนักงานกฎหมายขนาดใหญ่ (Big Law) ที่มีรายได้เริ่มต้นสูงมาก และอีกกลุ่มคือทนายความส่วนใหญ่ที่ทำงานในสำนักงานขนาดเล็ก ภาครัฐ หรือองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มีรายได้น้อยกว่ามาก

ทำไมปริญญานิติศาสตร์ในสหรัฐฯ ถึงถูกวิจารณ์เรื่องความคุ้มค่า?

เนื่องจากค่าเล่าเรียนในโรงเรียนกฎหมายมีราคาสูงมาก ทำให้บัณฑิตต้องแบกรับหนี้สินจำนวนมาก ในขณะที่ตลาดแรงงานกฎหมายมีความอิ่มตัว และไม่ใช่ทุกคนที่จะได้เข้าทำงานในสำนักงานกฎหมายขนาดใหญ่ที่มีรายได้สูงพอจะชำระหนี้ได้อย่างรวดเร็ว

Big Law คืออะไรและมีความสำคัญอย่างไรต่อการจ้างงาน?

Big Law คือคำรวมที่ใช้เรียกสำนักงานกฎหมายขนาดใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นแหล่งจ้างงานที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด แต่การเข้าทำงานในตำแหน่งเหล่านี้มักจำกัดอยู่เพียงบัณฑิตจากโรงเรียนกฎหมายชั้นนำเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น