Purpureocillium lilacinum เชื้อรากำจัดศัตรูพืชและเชื้อราก่อโรคในมนุษย์
สรุปใจความสำคัญ
- Purpureocillium lilacinum เป็นเชื้อราที่สามารถปรับตัวได้สูง พบได้ในดินและสิ่งแวดล้อมหลากหลายประเภท
- ใช้เป็นสารควบคุมทางชีวภาพ (Biocontrol agent) เพื่อกำจัดไส้เดือนฝอยรากปมโดยการย่อยสลายเปลือกไข่ด้วยเอนไซม์
- เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรค hyalohyphomycosis ในมนุษย์ โดยเฉพาะในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
Purpureocillium lilacinum เป็นเชื้อราสายพันธุ์หนึ่งในวงศ์ Ophiocordycipitaceae ซึ่งมีความสามารถในการปรับตัวสูงและพบได้ในหลากหลายสภาพแวดล้อม ตั้งแต่ดินในพื้นที่เกษตรกรรม ป่าไม้ ทุ่งหญ้า ทะเลทราย ไปจนถึงตะกอนในปากแม่น้ำ และในแมลง รวมถึงพบในไข่ของไส้เดือนฝอยรากปมและไส้เดือนฝอยซีสต์
ลักษณะทางสัณฐานวิทยาและอนุกรมวิธาน
เชื้อรานี้ถูกบรรยายลักษณะครั้งแรกโดย Charles Thom ในปี 1910 ภายใต้ชื่อ Penicillium lilacinum และต่อมาได้ถูกย้ายไปยังสกุล Paecilomyces ก่อนจะถูกจัดให้อยู่ในสกุลใหม่คือ Purpureocillium เนื่องจากผลการวิเคราะห์ทางพันธุกรรมพบว่าสกุล Paecilomyces ไม่ได้เป็นกลุ่มที่มีบรรพบุรุษร่วมกัน (monophyletic) โดยชื่อสกุล Purpureocillium สื่อถึงสปอร์ (conidia) ที่มีสีม่วงอันเป็นเอกลักษณ์
ในด้านลักษณะทางกายภาพ เชื้อรานี้จะสร้างไมซีเลียม (mycelium) ที่หนาแน่น ซึ่งจะสร้างก้านชูสปอร์ (conidiophores) และฟิอาไลด์ (phialides) เพื่อสร้างสปอร์เป็นสายยาว เมื่อเพาะเลี้ยงบนอาหารวุ้น malt agar สปอร์จะเปลี่ยนสีจากสีขาวเป็นเฉดสีม่วงแดง (vinaceous) โดยมีเส้นใยที่เรียบและใส
วงจรชีวิตและกลยุทธ์การดำรงชีวิต
P. lilacinum มีกลยุทธ์การดำรงชีวิตที่ยืดหยุ่นมาก โดยสามารถทำหน้าที่เป็นได้ทั้ง:
- Entomopathogenic: เชื้อราที่ก่อโรคในแมลง
- Mycoparasitic: เชื้อราที่ดำรงชีวิตโดยการเบียดเบียนเชื้อราอื่น
- Mycoparasitic: เชื้อราที่ดำรงชีวิตโดยการเป็นผู้ย่อยสลายสารอินทรีย์ (saprophytic)
- Nematophagous: เชื้อราที่ดำรงชีวิตโดยการกินไส้เดือนฝอย
บทบาทในฐานะสารควบคุมทางชีวภาพ (Biocontrol Agent)
ไส้เดือนฝอยรากปม (Root-knot nematodes) ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาลต่อพืชผลทางการเกษตร แม้ว่าการใช้สารเคมีกำจัดไส้เดือนฝอยจะเป็นวิธีที่นิยม แต่ก็ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและมีค่าใช้จ่ายสูง

P. lilacinum ถูกนำมาใช้เป็นสารควบคุมทางชีวภาพเพื่อกำจัดไส้เดือนฝอย โดยเชื้อรานี้จะสร้างเอนไซม์โปรตีเอส (proteases) และไคทิเนส (chitinase) เพื่อย่อยสลายเปลือกไข่ของไส้เดือนฝอย ทำให้เชื้อราสามารถชอนไชเข้าไปทำลายไข่ไส้เดือนฝอยได้
ความสามารถในการก่อโรคในมนุษย์
แม้ว่าจะเป็นประโยชน์ในทางการเกษตร แต่ P. lilacinum ก็สามารถก่อโรคในมนุษย์ได้ในบางกรณี โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือผู้ป่วยที่ใช้อุปกรณ์การแพทย์ฝังในร่างกาย เช่น เลนส์ตาเทียม ซึ่งอาจนำไปสู่การติดเชื้อที่เรียกว่า hyalohyphomycosis
คำถามที่พบบ่อย
Purpureocillium lilacinum คืออะไร?
เป็นเชื้อราสายพันธุ์หนึ่งในวงศ์ Ophiocordycipitaceae ที่มีความสามารถในการปรับตัวสูง และสามารถดำรงชีวิตเป็นได้ทั้งผู้ย่อยสลาย, ผู้ก่อโรคในแมลง และผู้ทำลายไส้เดือนฝอย
เชื้อรานี้มีประโยชน์อย่างไรในทางการเกษตร?
ใช้เป็นสารควบคุมทางชีวภาพเพื่อกำจัดไส้เดือนฝอยรากปอยและไส้เดือนฝอยซีสต์ โดยการผลิตเอนไซม์ที่ให้ผลในการย่อยสลายเปลือกไข่ของไส้เดือนฝอย
เชื้อรานี้ก่อโรคในมนุษย์ได้หรือไม่?
ใช่ แต่พบได้ไม่บ่อย โดยมักเกิดกับผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือผู้ป่วยที่ใช้อุปกรณ์ฝังในร่างกาย เช่น เลนส์ตาเทียม