ภูมิภาคนิยมในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความหมายและวิวัฒนาการ
สรุปใจความสำคัญ
- ภูมิภาคนิยมคือการสร้างสถาบันเพื่อสะท้อนอัตลักษณ์และเป้าหมายร่วมกันในพื้นที่ทางภูมิศาสตร์หนึ่งๆ
- สหภาพยุโรป (EU) เป็นตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จที่สุดของการเปลี่ยนผ่านจากการบูรณาการทางเศรษฐกิจไปสู่การบูรณาการทางการเมือง
- ภูมิภาคนิยมแบ่งออกเป็นสองระลอกใหญ่ คือ ภูมิภาคนิยมยุคเก่า (Old Regionalism) และภูมิภาคนิยมยุคใหม่ (New Regionalism)
ในบริบทของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ภูมิภาคนิยม (Regionalism) คือการแสดงออกถึงอัตลักษณ์และเป้าหมายร่วมกัน ผสมผสานกับการสร้างและนำสถาบันต่างๆ มาใช้เพื่อสะท้อนอัตลักษณ์นั้น และกำหนดการดำเนินงานร่วมกันภายในภูมิภาคทางภูมิศาสตร์หนึ่งๆ ภูมิภาคนิยมถือเป็นหนึ่งในสามองค์ประกอบหลักของระบบการค้าสากล ร่วมกับพหุภาคีนิยม (Multilateralism) และเอกภาคีนิยม (Unilateralism)
ความหมายของภูมิภาคนิยม
Joseph Nye ได้ให้คำนิยามของภูมิภาคระหว่างประเทศว่า เป็น "จำนวนรัฐที่จำกัดซึ่งเชื่อมโยงกันด้วยความสัมพันธ์ทางภูมิศาสตร์และระดับของความพึ่งพาซึ่งกันและกัน" และนิยามภูมิภาคนิยมว่าคือ "การก่อตั้งสมาคมหรือกลุ่มรัฐบนพื้นฐานของภูมิภาค" อย่างไรก็ตาม คำนิยามนี้ไม่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นเอกฉันท์ เนื่องจากนักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าองค์กรระดับภูมิภาคจำนวนมากที่ก่อตั้งขึ้นโดยประเทศกำลังพัฒนาไม่ได้ส่งผลให้เกิดการเติบโตของภูมิภาคนิยมอย่างรวดเร็วในโลกที่สาม
นอกจากนี้ นักวิชาการอย่าง Ernst B. Haas ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการแยกแยะระหว่างแนวคิดเรื่องความร่วมมือระดับภูมิภาค (Regional Cooperation), ระบบภูมิภาค (Regional System), องค์กรระดับภูมิภาค (Regional Organization), การบูรณาการระดับภูมิภาค (Regional Integration) และภูมิภาคนิยม (Regionalism)
ประวัติและวิวัฒนาการ
ความพยายามในการบูรณาการระดับภูมิภาคมีมาตั้งแต่ทศวรรษ 1880 แต่ภูมิภาคนิยมที่ชัดเจนและเป็นระบบเริ่มเกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1950 และ 1960
จุดเริ่มต้นและยุคก่อนปี 1945
ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง แนวคิดเรื่องภูมิภาคนิยมระหว่างประเทศนั้นหาได้ยาก เนื่องจากในขณะนั้นหลักการความมั่นคงร่วมกัน (Collective Security) มีบทบาทนำ ยกเว้นระบบระหว่างอเมริกา (Inter-American System) ที่เป็นกลุ่มความร่วมมือระดับภูมิภาคที่โดดเด่นในยุคนั้น
ช่วงปี 1945–1980 ภูมิภาคนิยมยุคเก่า
หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ภูมิภาคนิยมเริ่มถูกนำมาใช้ในคำศัพท์ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมากขึ้น โดยมีการเรียกร้องให้เปลี่ยนจาก "สากลนิยมที่ไม่มีประสิทธิภาพ" ไปสู่ "ภูมิภาคนิยมที่ใช้งานได้จริง" ภูมิภาคนิยมในช่วงนี้ถูกเรียกว่า "ภูมิภาคนิยมยุคเก่า" (Old Regionalism) ซึ่งเห็นผลสำเร็จอย่างชัดเจนที่สุดในยุโรปตะวันตกผ่านการก่อตั้งประชาคมยุโรป
ภูมิภาคนิยมยุคใหม่ (New Regionalism)
ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 เกิดกระแสการบูรณาการระดับภูมิภาคระลอกใหม่ที่เรียกว่า "ภูมิภาคนิยมยุคใหม่" (New Regionalism) ซึ่งยังคงดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน โดยมีการริเริ่มทางการเมืองและข้อตกลงทางการค้าทั้งในระดับภูมิภาคและทวิภาคีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะหลังจากความล้มเหลวของการเจรจารอบโดฮา (Doha round)
กรณีศึกษา สหภาพยุโรป (EU)
สหภาพยุโรปเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของผลลัพธ์จากภูมิภาคนิยม โดยตั้งอยู่บนแนวคิดที่ว่า เมื่อภูมิภาคหนึ่งมีการบูรณาการทางเศรษฐกิจมากขึ้น จะนำไปสู่การบูรณาการทางการเมืองโดยปริยาย ตัวอย่างของ EU แสดงให้เห็นว่าองค์กรทางการเมืองนี้เติบโตมาจากกระบวนการบูรณาการทางเศรษฐกิจในยุโรปที่ยาวนานกว่า 40 ปี โดยมีจุดเริ่มต้นจากประชาคมเศรษฐกิจยุโรป (EEC) ซึ่งเป็นองค์กรทางเศรษฐกิจล้วนๆ ในระยะแรก
คำถามที่พบบ่อย
ภูมิภาคนิยม (Regionalism) คืออะไร?
คือการแสดงออกถึงอัตลักษณ์และเป้าหมายร่วมกันของกลุ่มรัฐในภูมิภาคทางภูมิศาสตร์หนึ่งๆ ผ่านการสร้างสถาบันและข้อตกลงเพื่อดำเนินงานร่วมกัน
ความแตกต่างระหว่างภูมิภาคนิยมยุคเก่าและยุคใหม่คืออะไร?
ภูมิภาคนิยมยุคเก่าเริ่มในช่วงทศวรรษ 1950-1960 และเน้นการสร้างสถาคมระดับภูมิภาคในยุคแรก เช่น ประชาคมยุโรป ส่วนภูมิภาคนิยมยุคใหม่เริ่มในช่วงปลายทศวรรษ 1980 และมีลักษณะเป็นการบูรณาการทางการเมืองและเศรษฐกิจที่ครอบคลุมและแพร่หลายทั่วโลกมากขึ้น
สหภาพยุโรปเกี่ยวข้องกับภูมิภาคนิยมอย่างไร?
สหภาพยุโรปเป็นผลลัพธ์ของการบูรณาการระดับภูมิภาคที่เริ่มต้นจากการเป็นองค์กรทางเศรษฐกิจ (EEC) และพัฒนาไปสู่การเป็นองค์กรทางการเมืองที่มีอำนาจในการบริหารจัดการร่วมกัน

