พระราชบัญญัติบรรเทาทุกข์ผู้ยากไร้ ค.ศ. 1696
สรุปใจความสำคัญ
- กำหนดให้ผู้รับสวัสดิการต้องติดตราสัญลักษณ์ (Badge) ที่ไหล่ขวาเพื่อระบุสังกัดแพริชและสถานะผู้ยากไร้
- มีบทลงโทษผู้ไม่ติดตราคือการถูกเฆี่ยนและจำคุก ส่วนผู้ดูแลผู้ยากไร้ที่ฝ่าฝืนจะถูกปรับเงิน
- สร้างสิทธิการตั้งถิ่นฐานในแพริชให้แก่คนงานที่ทำงานในที่เดิมครบหนึ่งปี เพื่อป้องกันการถูกขับไล่
- ถูกยกเลิกการบังคับใช้ตราสัญลักษณ์ในปี ค.ศ. 1810 และยกเลิกกฎหมายบางส่วนในปี ค.ศ. 1948
พระราชบัญญัติบรรเทาทุกข์ผู้ยากไร้ ค.ศ. 1696 (Relief of the Poor Act 1696 หรือ 8 & 9 Will. 3. c. 30) มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า An Act for supplying some Defects in the Laws for the Relief of the Poor of this Kingdom เป็นกฎหมายว่าด้วยสวัสดิการที่ประกาศใช้ในปี ค.ศ. 1697 โดยทำงานภายใต้กรอบของพระราชบัญญัติบรรเทาทุกข์ผู้ยากไร้ ค.ศ. 1601 (Poor Relief Act 1601) กฎหมายฉบับนี้เป็นที่จดจำมากที่สุดในเรื่องการขยายข้อกำหนดให้ผู้รับสวัสดิการต้องติดตราสัญลักษณ์เพื่อระบุสถานะของตนอย่างชัดเจน

การติดตราสัญลักษณ์ผู้ยากไร้ (Badging the Poor)
กฎหมายฉบับนี้กำหนดให้ผู้รับสวัสดิการทุกคน รวมถึงภรรยาและบุตรของหัวหน้าครอบครัวที่ได้รับความช่วยเหลือ ต้องติดตราสัญลักษณ์ (Badge) ไว้ที่ไหล่ขวาอย่างเห็นได้ชัด โดยตราสัญลักษณ์นี้จะประกอบด้วยตัวอักษรตัวแรกของชื่อเขตแพริช (Parish) ตามด้วยตัวอักษร "P" (ซึ่งย่อมาจาก Poor) ตัวอย่างเช่น ผู้รับสวัสดิการจากเขต Ampthill จะต้องติดตราสัญลักษณ์ที่เขียนว่า "AP"
แนวปฏิบัติในการติดตรานี้ยังปรากฏในอาณานิคมของอเมริกาในช่วงเวลาเดียวกัน โดยมีรูปแบบที่แตกต่างกันไป เช่น ในนิวยอร์กอาจใช้ตัวย่อ "N.Y." ในเวอร์จิเนียอาจใช้ชื่อแพริชเต็ม หรือในบางกรณีใช้ "P.P." ซึ่งย่อมาจาก "public pauper" (ผู้ยากไร้สาธารณะ) รวมถึงมีการใช้กฎหมายในลักษณะเดียวกันนี้ในรัฐเพนซิลเวเนียด้วย
บทลงโทษและการยกเลิก
ก่อนหน้านี้ พระราชบัญญัติบรรเทาทุกข์ผู้ยากไร้ ค.ศ. 1691 ได้กำหนดให้ผู้ดูแลผู้ยากไร้ (Overseers of the Poor) ต้องบันทึกชื่อผู้รับสวัสดิการเพื่อป้องกันการทุจริตเงินกองทุน ซึ่งกฎหมายปี 1696 ได้เพิ่มข้อกำหนดการติดตราสัญลักษณ์ด้วยเหตุผลเดียวกัน โดยมีบทลงโทษสำหรับผู้ยากไร้ที่ไม่ติดตราคือการถูกเฆี่ยนและจำคุก ส่วนผู้ดูแลที่ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ไม่ติดตราจะถูกปรับ 20 ชิลลิง
ต่อมาในพระราชบัญญัติบรรเทาทุกข์ผู้ยากไร้ ค.ศ. 1782 ได้มีการผ่อนปรนให้ "ผู้ยากไร้ที่มีความประพฤติดี" ไม่ต้องติดตราสัญลักษณ์ และการบังคับใช้ตราสัญลักษณ์นี้ดำเนินมาจนถึงปี ค.ศ. 1810 จึงถูกยกเลิกโดยพระราชบัญญัติคนจน ค.ศ. 1810 (Poor Act 1810) อย่างไรก็ตาม มีบันทึกว่าในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 แนวปฏิบัตินี้แทบจะถูกละเลยไปโดยทั่วไปแล้ว
มุมมองทางสังคมและข้อวิพากษ์
การติดตราสัญลักษณ์ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือในการป้องกันสิ่งที่ปัจจุบันเรียกว่า "กับดักความยากจน" (Poverty Trap) โดยมีรายงานเสนอต่อสภาสามัญชนของอังกฤษว่า การนำตราสัญลักษณ์กลับมาใช้จะช่วยป้องปรามไม่ให้คนหันมาพึ่งพาสวัสดิการแทนการทำงาน เนื่องจากทำให้ผู้รับสวัสดิการรู้สึกว่าถูกสังคมจับตามองและตรวจสอบการทุจริต
อย่างไรก็ตาม โจเซฟ ทาวน์เซนด์ (Joseph Townsend) ได้วิพากษ์วิจารณ์แนวปฏิบัตินี้อย่างรุนแรง โดยมองว่าเป็นการประทับตราแห่งความอัปยศ (Badge of Shame) ให้แก่ผู้ยากไร้เพื่อแลกกับความช่วยเหลือ เขายังตั้งข้อสังเกตว่าตราสัญลักษณ์ไม่มีผลในการป้องปรามผู้ที่จงใจทุจริต เพราะคนกลุ่มนั้นไม่รังเกียจที่จะติดตรา แต่กลับสร้างความทุกข์ทรมานใจให้แก่ผู้ยากไร้ที่มีศักดิ์ศรีซึ่งอาจยอมตายดีกว่าต้องติดตราดังกล่าว
กฎการทำงานครบหนึ่งปีเพื่อสิทธิการตั้งถิ่นฐาน (Year's Service Rule)
ระบบสวัสดิการในยุคนั้นขึ้นอยู่กับการระบุว่าผู้ยากไร้สังกัดแพริชใด ซึ่งแพริชนั้นจะมีหน้าที่รับผิดชอบในการให้ความช่วยเหลือ ตามพระราชบัญญัติบรรเทาทุกข์ผู้ยากไร้ ค.ศ. 1662 แพริชสามารถขับไล่ผู้ยากไร้ที่ไม่สามารถเช่าที่พักในราคาอย่างน้อย 10 ปอนด์ต่อปี ภายใน 40 วันหลังจากเดินทางมาถึง โดยผู้ที่ถูกขับไล่จะถูกส่งกลับไปยังแพริชบ้านเกิดหรือสถานที่ที่เคยพำนักในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
พระราชบัญญัติปี 1696 ได้กำหนดข้อยกเว้นว่า หากคนงานสามารถทำงานใน "การจ้างงานเดิม" (Same Service) ได้ครบหนึ่งปี จะได้รับสิทธิในการตั้งถิ่นฐานในแพริชนั้น และจะไม่ถูกขับไล่เมื่อต้องขอรับความช่วยเหลือในอนาคต ซึ่งมีการตีความทางกฎหมายในหลายกรณี เช่น:
- คดี R v Ulverstone: ศาลตัดสินว่าหญิงรับใช้ที่ทำงานครบ 365 วัน แม้จะถูกเลิกจ้างก่อนสิ้นสุดสัญญาจ้างตามปฏิทิน แต่ถือว่าทำงานครบหนึ่งปีเต็มและได้รับสิทธิการตั้งถิ่นฐาน
- คดี R v Overton: ศาลตัดสินว่าการจ้างงานสองช่วงเวลาที่ต่อเนื่องกัน (เช่น การจ้างระยะสั้นแล้วต่อสัญญาเป็นรายปี) สามารถนับรวมเป็นระยะเวลาการทำงานเดียวกันได้ หากเป็นการทำงานให้เจ้านายคนเดิม ทำให้ลูกจ้างได้รับสิทธิการตั้งถิ่นฐานตามกฎหมายคนจน
การยกเลิกกฎหมาย
บางส่วนของพระราชบัญญัติฉบับนี้ (มาตรา 1, 4 และ 7) ถูกยกเลิกโดยพระราชบัญญัติปรับปรุงกฎหมายลายลักษณ์อักษร ค.ศ. 1948 (Statute Law Revision Act 1948) และในที่สุดกฎหมายทั้งฉบับได้ถูกยกเลิกไปตามกระบวนการปรับปรุงกฎหมายของอังกฤษในเวลาต่อมา
คำถามที่พบบ่อย
ตราสัญลักษณ์ผู้ยากไร้ในพระราชบัญญัติปี 1696 มีลักษณะอย่างไร?
เป็นตราที่ติดไว้ที่ไหล่ขวา ประกอบด้วยตัวอักษรตัวแรกของชื่อแพริชที่ให้ความช่วยเหลือ ตามด้วยตัวอักษร 'P' เช่น ผู้ที่มาจากแพริช Ampthill จะติดตรา 'AP'
ทำไมต้องมีการบังคับให้ผู้ยากไร้ติดตราสัญลักษณ์?
เพื่อเป็นการระบุตัวตน ป้องกันการขอรับสวัสดิการซ้ำซ้อนหรือทุจริต และเพื่อใช้เป็นเครื่องมือทางสังคมในการป้องปรามไม่ให้คนเลือกรับสวัสดิการแทนการทำงาน
กฎการทำงานครบหนึ่งปีมีประโยชน์อย่างไรต่อคนงาน?
ช่วยให้คนงานที่ทำงานในที่เดิมครบหนึ่งปีได้รับสิทธิในการตั้งถิ่นฐาน (Settlement) ในแพริชนั้น ทำให้พวกเขาไม่ถูกขับไล่กลับไปยังแพริชบ้านเกิดเมื่อตกอยู่ในสภาวะยากจน
ใครเป็นผู้คัดค้านการติดตราสัญลักษณ์นี้?
โจเซฟ ทาวน์เซนด์ (Joseph Townsend) ซึ่งมองว่าการติดตราเป็น 'ตราแห่งความอัปยศ' ที่ทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ยากไร้
กฎหมายฉบับนี้ถูกยกเลิกเมื่อใด?
การบังคับใช้ตราสัญลักษณ์ถูกยกเลิกในปี ค.ศ. 1810 ส่วนตัวบทกฎหมายบางมาตราถูกยกเลิกในปี ค.ศ. 1948 และถูกยกเลิกทั้งหมดในเวลาต่อมา
