พลังงานหมุนเวียนในโคลอมเบีย โอกาสและศักยภาพของพลังงานสะอาด own
สรุปใจความสำคัญ
- โคลอมเบียมีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนรวม 14.3 GW ณ ปี 2023
- พลังงานน้ำคิดเป็น 70% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดของประเทศ
- จังหวัด Guajira มีศักยภาพทางทฤษฎีของพลังงานลมที่สูงมากถึง 21 GW ซึ่งเพียงพอที่จะผลิตไฟฟ้าได้เกือบสองเท่าของความต้องการของประเทศ
- โคลอมเบียตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 51% ภายในปี 2030
ณ ปี 2023 โคลอมเบียมีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนรวม 14.3 GW ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพลังงานน้ำ แต่พลังงานแสงอาทิตย์กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2023 คิดเป็นประมาณ 5% ของกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเกือบศูนย์เมื่อห้าปีก่อน
ศักยภาพของพลังงานสะอาด
โคลอมเบียมีทรัพยากรลมและแสงอาทิตย์ที่ยังไม่ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่ ตามการศึกษาของ World Bank’s Energy Sector Management Assistance Program (ESMAP) การใช้ประโยชน์จากศักยภาพของพลังงานลมเพียงอย่างเดียวก็สามารถครอบคลุมความต้องการพลังงานทั้งหมดของประเทศได้
พลังงานน้ำ (Hydropower)
พลังงานน้ำเป็นแหล่งพลังงานหลักของประเทศ โดยคิดเป็น 70% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด ศักยภาพของพลังงานน้ำขนาดใหญ่ในโคลอมเบียประเมินไว้ที่ 93 GW และมีพลังงานน้ำขนาดเล็ก (น้อยกว่า 20 MW) อีก 25 GW
พลังงานลม (Wind Energy)
โคลอมเบียมีระบบลมที่ยอดเยี่ยมที่สุดแห่งหนึ่งในอเมริกาใต้ โดยเฉพาะในพื้นที่ชายฝั่งทางตอนเหนือ เช่น จังหวัด Guajira ซึ่งมีลมแรงระดับ 7 (ความเร็วลมมากกว่า 10 เมตรต่อวินาที) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงเช่นเดียวกับภูมิภาค Patagonia ในชิลีและอาร์เจนตินา
ในจังหวัด Guajira เพียงแห่งเดียว มีศักยภาพทางทฤษฎีของพลังงานลมอยู่ที่ 21 GW ซึ่งเพียงพอที่จะผลิตไฟฟ้าได้เกือบสองเท่าของความต้องการของประเทศ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันโคลอมเบียมีกำลังการผลิตติดตั้งติดตั้งเพียง 19.5 MW (0.4% ของศักยภาพทางทฤษฎี) โดยโครงการหลักคือโครงการลม Jepírachi ซึ่งพัฒนาโดย Empresas Públicas de Medellín (EPM) ภายใต้กลไก Carbon Finance ของธนาคารโลก
พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Energy)
เนื่องจากตั้งอยู่ในเขตเส้นศูนย์สูตร โคลอมเบียจึงมีทรัพยากรพลังงานแสงอาทิตย์ที่สำคัญ แต่เนื่องจากภูมิประเทศเป็นเทือกเขาแอนดีส สภาพอากาศจึงมีความหลากหลาย ความเข้มของรังสีดวงอาทิตย์เฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 4.5 kWh/m2 โดยพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงสุดคือคาบสมุทร Guajira ซึ่งมีรังสีดวงอาทิตย์ถึง 6 kWh/m2

พลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal Energy)
สถาบันพลังงานไฟฟ้าโคลอมเบีย (IPSE) และองค์กรพลังงานลาตินอเมริกาได้ระบุพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านพลังงานความร้อนใต้พิภพ 3 แห่ง ได้แก่ Azufral ในจังหวัด Nariño, Cerro Negro-Tufiño ในจังหวัด Nariño และ Paipa ในจังหวัด Boyacá โดยโครงการความร้อนใต้พิภพขนาดเล็กโครงการแรกเริ่มดำเนินการในปี 2021 และผลิตไฟฟ้าได้ 100 kW
พลังงานชีวมวล (Biomass)
โคลอมเบียมีศักยภาพในการผลิตพลังงานจากกากเกษตรกรรม (กล้วย, กากกาแฟ และของเสียจากสัตว์) โดยมีศักยภาพพลังงานชีวมวลรายปีประเมินไว้ที่กว่า 16 GWh ซึ่งคิดเป็นน้อยกว่า 0.1% ของการผลิตไฟฟ้าในปัจจุบัน
- 11,828 MWh/ปี จากกากเกษตรกรรม
- 2,640 MWh/ปี จากไบโอเอทานอล
- H698 MWh/ปี จากกากไม้ในป่าธรรมชาติ
- 658 MWh/ปี จากไบโอดีเซล
- 442 MWh/ปี จากกากไม้ในป่าปลูก
ในภูมิภาค Urabá ทางตอนเหนือของจังหวัด Antioquia มีสวนกล้วยประมาณ 19,000 เฮกตาร์ ซึ่งผลิตกล้วยได้มากกว่า 1 ล้านตันต่อปี และมีการประเมินว่าสามารถผลิตก๊าซชีวภาพจากสวนกาแฟได้ถึง 995,000 MWh
เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม
โคลอมเบียได้ประกาศเป้าหมาย Net Zero และเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 51% ภายในปี 2030 ตามข้อตกลง NDC ที่ประกาศในงาน COP26
คำถามที่พบบ่อย
แหล่งพลังงานหมุนเวียนหลักของโคลอมเบียคืออะไร?
แหล่งพลังงานหลักคือพลังงานน้ำ (Hydropower) ซึ่งคิดเป็น 70% ของการผลิตไฟฟ้าในปัจจุบัน
ทำไมจังหวัด Guajira ถึงมีความสำคัญต่อพลังงานลมในโคลอมเบีย?
เพราะเป็นพื้นที่ที่มีลมแรงระดับ 7 (มากกว่า 10 เมตรต่อวินาที) และมีศักยภาพทางทฤษฎีสูงถึง 21 GW ซึ่งสามารถครอบคลุมความต้องการพลังงานของประเทศได้ทั้งหมด
โคลอมเบียมีเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศอย่างไร?
โคลอมเบียได้ประกาศเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) และตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 51% ภายในปี 2030


