← กลับไปยังบทความทั้งหมด

การก่อจลาจลของกองทัพเรืออินเดียหลวง ค.ศ. 1946

สรุปใจความสำคัญ

  • เหตุการณ์เกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1946 เริ่มต้นจากความไม่พอใจเรื่องอาหารและสภาพความเป็นอยู่ของทหารเรือ
  • มีการชักธงของพรรคคองเกรส สันนิบาตมุสลิม และพรรคคอมมิวนิสต์ร่วมกันเพื่อแสดงความสามัคคี
  • ทหารเรือกว่า 10,000 นายจากเรือ 56 ลำเข้าร่วมการก่อจลาจล
  • ผู้นำพรรคคองเกรสและสันนิบาตมุสลิมเกลี้ยกล่อมให้ผู้ประท้วงยอมจำนนเพื่อหลีกเลี่ยงความรุนแรงก่อนการประกาศเอกราช

การก่อจลาจลของกองทัพเรืออินเดียหลวง (Royal Indian Navy mutiny) เป็นเหตุการณ์การลุกฮือของทหารเรือ พลทหาร ตำรวจ และพลเรือนชาวอินเดีย เพื่อต่อต้านรัฐบาลอังกฤษในอินเดียเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1946 เหตุการณ์นี้เริ่มต้นขึ้นที่เมืองบอมเบย์ (ปัจจุบันคือมุมไบ) และแพร่กระจายไปยังเมืองสำคัญอื่นๆ เช่น การาจี และกัลกัตตา (ปัจจุบันคือโกลกาตา) โดยมีทหารเรือเข้าร่วมมากกว่า 10,000 นาย จากเรือ 56 ลำและสถานประกอบการชายฝั่ง

ภาพการยอมจำนนของกลุ่มผู้ก่อจลาจลต่อเจ้าหน้าที่อังกฤษ
กลุ่มผู้ก่อจลาจลยอมจำนนต่อเจ้าหน้าที่อังกฤษ ซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดของความพยายามในการเรียกร้องเอกราชด้วยกำลังในครั้งนี้

สาเหตุและจุดเริ่มต้นของการลุกฮือ

การประท้วงเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1946 โดยกลุ่มทหารเรือชั้นผู้น้อย (Ratings) ของกองทัพเรืออินเดียหลวง (RIN) ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากความไม่พอใจในสภาพความเป็นอยู่และคุณภาพของอาหารที่ย่ำแย่ ต่อมาได้มีการจัดตั้ง คณะกรรมการนัดหยุดงานกลางทางเรือ (Naval Central Strike Committee - NCSC) ขึ้นในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ เพื่อเป็นตัวแทนในการเจรจาและเรียกร้อง

ความขัดแย้งได้ขยายตัวจากการประท้วงเรื่องสวัสดิการไปสู่การเรียกร้องทางการเมือง โดยทหารเรือเริ่มเรียกตนเองว่า "กองทัพเรือแห่งชาติอินเดีย" (Indian National Navy) และแสดงออกถึงการต่อต้านอำนาจอังกฤษ เช่น การทำความเคารพด้วยมือซ้ายต่อเจ้าหน้าที่ชาวอังกฤษ

การขยายตัวและการสนับสนุน

การลุกฮือครั้งนี้ได้รับความสนใจและการสนับสนุนจากประชาชนในวงกว้าง มีการนัดหยุดงานทั่วไปหนึ่งวันในบอมเบย์ และการประท้วงได้ลุกลามไปยังหน่วยงานอื่นๆ รวมถึงกองทัพอากาศอินเดียหลวง (Royal Indian Air Force) และตำรวจท้องถิ่นในบางพื้นที่ นอกจากนี้ ในเมืองมัทราส (ปัจจุบันคือเจนไน) และปูนา (ปัจจุบันคือปูเน่) ยังพบความไม่สงบภายในกองทัพบกอินเดียของอังกฤษอีกด้วย

สัญลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดของเหตุการณ์นี้คือการที่เรือที่เข้าร่วมการก่อจลาจลได้ชักธงสามผืนคู่กัน ได้แก่ ธงของพรรคคองเกรส, ธงของสันนิบาตมุสลิม และธงแดงของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งอินเดีย (CPI) เพื่อแสดงถึงความสามัคคีระหว่างกลุ่มความเชื่อและศาสนาที่แตกต่างกันในการต่อสู้เพื่อเอกราช

การยุติเหตุการณ์และการยอมจำนน

การก่อจลาจลสิ้นสุดลงเมื่อเจ้าหน้าที่อังกฤษสามารถรวบรวมกำลังพลที่เหนือกว่าเพื่อเข้าปราบปราม ในขณะเดียวกัน ผู้นำทางการเมืองของอินเดีย ได้แก่ พรรคคองเกรสและสันนิบาตมุสลิม ได้เกลี้ยกล่อมให้ทหารเรือยอมจำนน โดยมองว่าการลุกฮือด้วยอาวุธมีความเสี่ยงสูงและอาจส่งผลเสียต่อกระบวนการถ่ายโอนอำนาจอย่างสันติที่กำลังจะเกิดขึ้น

วัลลภไภ พาเทล ผู้นำพรรคคองเกรส ได้เจรจากับ เอ็ม. เอส. ข่าน ประธานคณะกรรมการ NCSC โดยให้การรับประกันว่าผู้ประท้วงจะไม่ถูกลงโทษอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม หลังจากทหารเรือยอมจำนน เจ้าหน้าที่อังกฤษได้ทำการจับกุมและคุมขังทหารเรือจำนวนมากในค่ายกักกันที่มีสภาพความเป็นอยู่ย่ำแย่ รวมถึงมีการจัดศาลทหารและไล่ทหารเรือออก 476 นาย ซึ่งผู้ที่ถูกไล่ออกเหล่านี้ไม่ได้รับการบรรจุกลับเข้าทำงานในกองทัพเรือของอินเดียหรือปากีสถานหลังได้รับเอกราช

บทบาทของพรรคการเมือง

  • พรรคคองเกรสและสันนิบาตมุสลิม: ปฏิเสธที่จะสนับสนุนการก่อจลาจลและกดดันให้ผู้ประท้วงยอมจำนน เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของการต่อสู้โดยสันติวิธี
  • พรรคคอมมิวนิสต์แห่งอินเดีย (CPI): เป็นองค์กรการเมืองระดับชาติเพียงแห่งเดียวที่ให้การสนับสนุนการลุกฮือครั้งนี้อย่างเปิดเผย
  • รัฐบาลอังกฤษ: พยายามตีตราว่าเหตุการณ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของ "แผนสมคบคิดของคอมมิวนิสต์ขนาดใหญ่" ที่แผ่ขยายจากตะวันออกกลางไปยังตะวันออกไกลเพื่อล้มล้างราชวงศ์อังกฤษ

คำถามที่พบบ่อย

สาเหตุเริ่มต้นของการก่อจลาจลของกองทัพเรืออินเดียหลวงคืออะไร?

เริ่มต้นจากการนัดหยุดงานของทหารเรือชั้นผู้น้อยในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1946 เพื่อประท้วงสภาพความเป็นอยู่และคุณภาพอาหารที่ย่ำแย่ ก่อนจะขยายตัวเป็นการเรียกร้องเอกราชทางการเมือง

ทำไมพรรคคองเกรสและสันนิบาตมุสลิมถึงไม่สนับสนุนการลุกฮือ?

เพราะผู้นำทั้งสองพรรคเกรงว่าการลุกฮือด้วยอาวุธจะนำไปสู่ความวุ่นวายที่ควบคุมไม่ได้ และอาจทำลายแผนการถ่ายโอนอำนาจอย่างสันติที่ตกลงไว้กับอังกฤษ

ผลลัพธ์สุดท้ายของการก่อจลาจลครั้งนี้เป็นอย่างไร?

ทหารเรือยอมจำนนหลังจากได้รับการรับประกันว่าจะไม่ถูกลงโทษ แต่ในความเป็นจริงมีการจับกุม คุมขัง และไล่ทหารเรือออก 476 นาย ซึ่งไม่ได้รับการบรรจุกลับเข้าทำงานในกองทัพเรือของประเทศเกิดใหม่ทั้งอินเดียและปากีสถาน