หุบเขาสันลุยส์ พื้นที่ราบสูงอัลไพน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
สรุปใจความสำคัญ
- เป็นหุบเขาอัลไพน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
- มีความสูงเฉลี่ย 7,664 ฟุต (2,336 เมตร) เหนือระดับน้ำทะเล
- เป็นที่ตั้งของเนินทรายยักษ์ (Great Sand Dunes) ที่มีความสูงถึง 750 ฟุต
- มีประชากรชาวฮิสแปนิกดั้งเดิมที่ใหญ่ที่สุดในรัฐโคโลราโด
หุบเขาสันลุยส์ (San Luis Valley) เป็นภูมิภาคในตอนกลางตอนใต้ของรัฐโคโลราโด โดยมีพื้นที่บางส่วนคาบเกี่ยวเข้าไปในรัฐนิวเม็กซิโก หุบเขาแห่งนี้มีความยาวประมาณ 122 ไมล์ (196 กิโลเมตร) และกว้าง 74 ไมล์ (119 กิโลเมตร) ซึ่งทำให้เป็นหุบเขาอัลไพน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยครอบคลุมพื้นที่ลุ่มน้ำสะสมความสูงระดับสูงประมาณ 8,000 ตารางไมล์ (21,000 ตารางกิโลเมตร) และมีความสูงเฉลี่ย 7,664 ฟุต (2,336 เมตร) เหนือระดับน้ำทะเล

ภูมิศาสตร์และลักษณะทางกายภาพ
หุบเขาสันลุยส์เป็นส่วนหนึ่งของ ริโอแกรนด์ริฟต์ (Rio Grande Rift) โดยมีแม่น้ำริโอแกรนด์เป็นทางระบายน้ำหลักทางทิศใต้ ซึ่งแม่น้ำสายนี้มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาซานฮวน (San Juan Mountains) ทางทิศตะวันตกของหุบเขา
ขอบเขตและลักษณะเด่น
- ทิศตะวันออก: ขนาบด้วยเทือกเขาซางเกร เด คริสโต (Sangre de Cristo Mountains)
- ทิศตะวันตก: ขนาบด้วยเทือกเขาซานฮวน (San Juan Mountains)
- สภาพภูมิอากาศ: มีลักษณะเป็นทะเลทรายเขตหนาว แต่มีทรัพยากรน้ำที่สำคัญจากแม่น้ำริโอแกรนด์และน้ำบาดาล
ลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่โดดเด่นที่สุดอย่างหนึ่งคือ เนินทรายยักษ์ (Great Sand Dunes) ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเทือกเขาซางเกร เด คริสโต โดยเนินทรายเหล่านี้มีความสูงได้ถึง 750 ฟุต (230 เมตร)

ประวัติศาสตร์และการตั้งถิ่นฐาน
ก่อนการเข้ามาของชาวยุโรป พื้นที่นี้เป็นที่อยู่อาศัยของชาวอินเดียนเผ่าอูเท (Ute Indians) โดยเฉพาะกลุ่มคาโปเต (Capote) จนกระทั่งถูกย้ายไปยังเขตอนุรักษ์ในทางตะวันตกของโคโลราโดในช่วงปี ค.ศ. 1868
การปกครองโดยสเปนและเม็กซิโก
ในอดีตพื้นที่นี้ถูกบริหารจัดการในฐานะส่วนหนึ่งของจังหวัดนิวเม็กซิโก (Nuevo Mexico) ของสเปนและต่อมาคือเม็กซิโก ในปี ค.ศ. 1843 รัฐบาลนิวเม็กซิโกได้มอบที่ดินจำนวน 1 ล้านเอเคอร์ (4,000 ตารางกิโลเมตร) ให้กับครอบครัวของคาร์ลอส โบเบียน (Carlos Beaubien) ภายใต้ชื่อ Sangre de Cristo Land Grant
การเปลี่ยนผ่านสู่สหรัฐอเมริกา
หลังสงครามเม็กซิโก-อเมริกา พื้นที่นี้ถูกโอนให้แก่สหรัฐอเมริกาตามสนธิสัญญา กวาดาลูเป ฮิดัลโก (Treaty of Guadalupe Hidalgo) ในปี ค.ศ. 1848 การตั้งถิ่นฐานเริ่มขึ้นอย่างกว้างขวางในทศวรรษ 1850 โดยเกษตรกรและผู้เลี้ยงสัตว์ชาวฮิสแปนิกจากนิวเม็กซิโก ซึ่งนำไปสู่การก่อตั้งหมู่บ้านสันลุยส์และโบสถ์ในวันที่ 21 มิถุนายน ค.ศ. 1851
กองทัพสหรัฐฯ ได้สร้างป้อมแมสซาชูเซตส์ (Fort Massachusetts) เพื่อคุ้มครองผู้ตั้งถิ่นฐานจากการโจมตีของชาวอูเท ซึ่งประวัติศาสตร์การทหารในยุคนี้ยังคงได้รับการอนุรักษ์ไว้ที่ป้อมการ์แลนด์ (Fort Garland)
สังคมและเศรษฐกิจในปัจจุบัน
ปัจจุบันหุบเขาสันลุยส์มีประชากรที่หลากหลายทั้งชาวแองโกลและชาวฮิสแปนิก โดยเป็นพื้นที่ที่มีประชากรชาวฮิสแปนิกดั้งเดิมที่ใหญ่ที่สุดในรัฐโคโลราโด ซึ่งหลายครอบครัวสืบเชื้อสายโดยตรงจากผู้ตั้งถิ่นฐานชาวนิวเม็กซิโกในยุคแรก
กิจกรรมทางเศรษฐกิจหลักในพื้นที่ประกอบด้วยการทำเหมืองแร่ การเลี้ยงสัตว์ และเกษตรกรรมแบบชลประทาน ซึ่งอาศัยน้ำจากหิมะที่ละลายจากเทือกเขารอบๆ และน้ำบาดาล
คำถามที่พบบ่อย
หุบเขาสันลุยส์ตั้งอยู่ที่ไหน?
ตั้งอยู่ในตอนกลางตอนใต้ของรัฐโคโลราโด และบางส่วนคาบเกี่ยวเข้าไปในรัฐนิวเม็กซิโก สหรัฐอเมริกา
ทำไมหุบเขาสันลุยส์ถึงถูกเรียกว่าหุบเขาอัลไพน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก?
เนื่องจากมีขนาดความยาวประมาณ 122 ไมล์ และกว้าง 74 ไมล์ พร้อมความสูงเฉลี่ยที่สูงมากเหนือระดับน้ำทะเล
ลักษณะเด่นทางธรรมชาติของหุบเขาสันลุยส์คืออะไร?
ลักษณะเด่นที่สำคัญคือเนินทรายยักษ์ (Great Sand Dunes) และการถูกขนาบด้วยเทือกเขาซานฮวนทางทิศตะวันตกและเทือกเขาซางเกร เด คริสโตทางทิศตะวันออก
ประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐานในหุบเขาสันลุยส์เป็นเกี่ยวข้องกับใคร?
เริ่มจากชาวอินเดียนเผ่าอูเท จากนั้นเป็นการปกครองของสเปนและเม็กซิโก และสุดท้ายคือการตั้งถิ่นฐานของชาวฮิสแปนิกและชาวแองโกลภายใต้การปกครองของสหรัฐอเมริกา
