ดัชนีการอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์ฉบับขยาย (SCIE)
สรุปใจความสำคัญ
- ก่อตั้งโดย Eugene Garfield ในปี 1964 เดิมชื่อ Science Citation Index (SCI)
- เป็นส่วนหนึ่งของ Web of Science Core Collection ดำเนินการโดย Clarivate
- ใช้เกณฑ์คุณภาพ 24 ข้อ และเกณฑ์ผลกระทบ 4 ข้อ ในการคัดเลือกวารสาร
- เป็นฐานข้อมูลหลักที่ใช้ในการคำนวณค่า Journal Impact Factor (JIF)
ดัชนีการอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์ฉบับขยาย (Science Citation Index Expanded หรือ SCIE) คือฐานข้อมูลดัชนีการอ้างอิงวารสารวิชาการระดับนานาชาติที่ครอบคลุมสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดำเนินการโดยบริษัท Clarivate (และก่อนหน้านี้โดย Thomson Reuters) โดยมีจุดประสงค์เพื่อรวบรวมข้อมูลการอ้างอิงของวารสารที่มีคุณภาพสูงจากทั่วโลก เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัยสามารถติดตามความก้าวหน้าทางวิชาการและวิเคราะห์ผลกระทบของงานวิจัยได้
ประวัติและการพัฒนา
SCIE ถูกก่อตั้งขึ้นโดย Eugene Garfield แห่งสถาบันสารสนเทศทางวิทยาศาสตร์ (Institute for Scientific Information - ISI) โดยเริ่มเปิดตัวในปี ค.ศ. 1964 ในชื่อ Science Citation Index (SCI) ในระยะแรกข้อมูลถูกเผยแพร่ในรูปแบบสิ่งพิมพ์และต่อมาพัฒนาเป็นรูปแบบ CD/DVD จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1997 ได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็น Science Citation Index Expanded (SCIE) เมื่อเริ่มให้บริการผ่านระบบออนไลน์
ขอบเขตและการเข้าถึงข้อมูล
ฐานข้อมูล SCIE ครอบคลุมวารสารที่มีความสำคัญและโดดเด่นมากกว่า 9,200 ฉบับ ใน 178 สาขาวิชา โดยรวบรวมข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ปี ค.ศ. 1900 จนถึงปัจจุบัน ปัจจุบัน SCIE เป็นส่วนหนึ่งของ Web of Science Core Collection ซึ่งช่วยให้นักวิจัยสามารถสืบค้นบันทึกข้อมูลได้มากกว่า 53 ล้านรายการจากวารสารวิชาการทั่วโลก
ดัชนีการอ้างอิงเฉพาะทาง (Specialty Citation Indexes)
ในอดีต Clarivate เคยให้บริการดัชนีการอ้างอิงเฉพาะสาขา เช่น Neuroscience Citation Index (ดัชนีการอ้างอิงด้านประสาทวิทยาศาสตร์) และ Chemistry Citation Index (ดัชนีการอ้างอิงด้านเคมี) อย่างไรก็ตาม ฐานข้อมูลเฉพาะทางเหล่านี้ไม่ได้มีการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน
เกณฑ์การคัดเลือกและประเมินวารสาร
เพื่อให้มั่นใจในคุณภาพของข้อมูล Clarivate ใช้กระบวนการคัดเลือกที่เข้มงวด โดยพิจารณาจากเกณฑ์หลัก 2 ส่วน ได้แก่:
- เกณฑ์ด้านคุณภาพ (Quality Criteria): มีทั้งหมด 24 ข้อ ซึ่งรวมถึงมาตรฐานการจัดพิมพ์ทางวิชาการ การมีระบบผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความ (Peer Review) จริยธรรมในการตีพิมพ์ และข้อกำหนดทางเทคนิค เช่น ข้อมูลบรรณานุกรมต้องเป็นภาษาอังกฤษ
- เกณฑ์ด้านผลกระทบ (Impact Criteria): มี 4 ข้อ เพื่อประเมินอิทธิพลของวารสารที่มีต่อชุมชนวิชาการและการถูกนำไปอ้างอิง
วารสารที่ผ่านเกณฑ์เหล่านี้จะถูกบรรจุเข้าใน SCIE ซึ่งแตกต่างจาก Emerging Sources Citation Index (ESCI) ที่มีเกณฑ์การรับเข้าที่ยืดหยุ่นกว่า นอกจากนี้ วารสารที่ถูกตรวจพบว่ามีพฤติกรรมการตีพิมพ์ที่ไม่เหมาะสม (Predatory Publishing) หรือมีการอ้างอิงตนเองมากเกินไป อาจถูกถอดถอน (De-listing) จากดัชนี ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อชื่อเสียงและค่า Journal Impact Factor (JIF) ของวารสารนั้น
ผลกระทบทางบรรณมิติและข้อวิพากษ์
การที่วารสารได้รับการบรรจุใน SCIE มักถูกมองว่าเป็น "ตราประทับแห่งคุณภาพ" ซึ่งส่งผลต่อสถานะทางวิชาการและการสนับสนุนทางการเงินของวารสารนั้นๆ เนื่องจาก SCIE เป็นแหล่งข้อมูลหลักในการคำนวณค่า Journal Impact Factor (JIF) ซึ่งถูกนำไปใช้ในหลายด้าน เช่น:
- การจัดอันดับมหาวิทยาลัยระดับโลก
- การพิจารณาตำแหน่งทางวิชาการของอาจารย์และนักวิจัย
- การประเมินผลงานวิจัยในระดับชาติ
อย่างไรก็ตาม แนวทางนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากองค์กรอย่าง San Francisco Declaration on Research Assessment (DORA) โดยระบุว่ามีการนำตัวชี้วัดจาก SCIE ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ โดยใช้ประเมินคุณภาพของ "บทความวิจัยรายชิ้น" แทนที่จะประเมิน "วารสารในภาพรวม" นอกจากนี้ยังมีข้อกังวลเรื่องความลำเอียงทางภูมิศาสตร์ โดยวารสารภาษาอังกฤษจากประเทศตะวันตกมีสัดส่วนสูงกว่าวารสารจากกลุ่มประเทศ Global South ซึ่งอาจนำไปสู่การเกิด "กลุ่มก้อนการอ้างอิง" (Citation Cartels) และการลดทอนความสำคัญของงานวิจัยระดับภูมิภาคที่มีคุณภาพแต่มีการอ้างอิงในระดับโลกน้อย
คำถามที่พบบ่อย
SCIE แตกต่างจาก SCI อย่างไร?
เดิม SCI คือดัชนีการอ้างอิงในรูปแบบสิ่งพิมพ์และ CD แต่เมื่อมีการขยายขอบเขตและเปลี่ยนมาให้บริการในรูปแบบออนไลน์ในปี 1997 จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น SCIE (Science Citation Index Expanded)
วารสารจะถูกถอดออกจาก SCIE ได้หรือไม่?
ได้ หากวารสารนั้นไม่สามารถรักษามาตรฐานคุณภาพ หรือถูกตรวจพบว่ามีพฤติกรรมการตีพิมพ์ที่ไม่เหมาะสม เช่น การเป็นวารสารล่าเหยื่อ (Predatory Journal) หรือมีการอ้างอิงตนเองมากเกินไป
ค่า Journal Impact Factor (JIF) เกี่ยวข้องกับ SCIE อย่างไร?
SCIE เป็นฐานข้อมูลที่จัดเก็บข้อมูลการอ้างอิง ซึ่ง Clarivate จะนำข้อมูลเหล่านี้มาคำนวณเป็นค่า JIF เพื่อใช้วัดระดับผลกระทบหรือความนิยมของวารสารวิชาการนั้นๆ
