ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิด Atrioventricular Block ระดับที่ 2
สรุปใจความสำคัญ
- AV Block ระดับที่ 2 คือภาวะที่สัญญาณไฟฟ้าจากหัวใจห้องบนไม่สามารถนำส่งไปยังห้องล่างได้ในบางจังหวะ
- Mobitz Type I (Wenckebach) มีลักษณะ PR interval ยาวขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะเกิดการหลุดของจังหวะ และมักไม่รุนแรง
- Mobitz Type II มีความเสี่ยงสูงที่จะพัฒนาเป็น Complete Heart Block และมักต้องรักษาด้วยการฝังเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ (Pacemaker)
ภาวะ Atrioventricular Block ระดับที่ 2 (Second-degree atrioventricular block หรือ AV block) คือความผิดปกติของระบบนำไฟฟ้าในหัวใจ โดยเกิดจากการที่สัญญาณไฟฟ้าจากหัวใจห้องบน (Atria) ไม่สามารถนำส่งไปยังหัวใจห้องล่าง (Ventricles) ได้ในบางจังหวะ ซึ่งแตกต่างจากระดับที่ 1 ที่เป็นการนำไฟฟ้าล่าช้า และระดับที่ 3 ที่เป็นการนำไฟฟ้าบกพร่องโดยสมบูรณ์
อาการของภาวะ AV Block ระดับที่ 2
ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มีภาวะ Mobitz Type I มักไม่มีอาการแสดงที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม ในบางรายอาจพบอาการดังต่อไปนี้:
- อาการเวียนศีรษะ (Light-headedness)
- อาการมึนงง (Dizziness)
- ภาวะวูบหรือหมดสติ (Syncope)
ประเภทของ AV Block ระดับที่ 2
ภาวะ AV Block ระดับที่ 2 แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ตามลักษณะการนำไฟฟ้าที่ปรากฏบนคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) ดังนี้:
1. Mobitz Type I (Wenckebach)
ภาวะ Mobitz Type I หรือที่รู้จักในชื่อ Wenckebach periodicity มักเกิดจากความบกพร่องที่บริเวณปมประสาท AV node โดยมีลักษณะเด่นคือ ช่วงระยะเวลา PR interval จะค่อยๆ ยาวขึ้นในแต่ละจังหวะการเต้น จนกระทั่งมีสัญญาณไฟฟ้าหนึ่งจังหวะที่ไม่สามารถนำส่งไปยังห้องล่างได้ (Dropped QRS complex) หลังจากนั้นวงจรจะเริ่มต้นใหม่ด้วย PR interval ที่สั้นลง
โดยทั่วไป Mobitz Type I ถือเป็นภาวะที่ไม่รุนแรง (Benign) และมักไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษาหากไม่มีอาการ อาจพบได้ในผู้ป่วยที่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด การใช้ยาบางชนิด เช่น Propranolol หรือ Digitalis หรือในโรคทางโครงสร้างหัวใจ เช่น โรคลิ้นหัวใจไมตรัลรั่ว (Mitral valve prolapse)
2. Mobitz Type II (Hay)
ภาวะ Mobitz Type II มักเกิดจากความบกพร่องในระบบนำไฟฟ้าส่วนปลาย (His-Purkinje System) ซึ่งอยู่ต่ำกว่า AV node ลงไป ลักษณะบน ECG จะพบว่ามี P wave ที่ไม่สามารถนำส่งสัญญาณไปยัง QRS complex ได้เป็นระยะๆ โดยที่ไม่มีการยืดออกของ PR interval ก่อนหน้า
ภาวะนี้มีความเสี่ยงสูงกว่า Type I เนื่องจากอาจพัฒนาไปสู่ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะระดับที่ 3 (Complete heart block) ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจหยุดเต้น (Cardiac arrest) หรือการเสียชีวิตเฉียบพลัน การรักษามาตรฐานสำหรับผู้ป่วยกลุ่มนี้คือการผ่าตัดฝังเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ (Pacemaker)
อัตราส่วน P QRS
ในภาวะ AV Block ระดับที่ 2 แพทย์จะพิจารณาอัตราส่วนระหว่างจำนวน P wave (สัญญาณจากห้องบน) ต่อจำนวน QRS complex (การบีบตัวของห้องล่าง) เพื่อประเมินความรุนแรง เช่น:
- อัตราส่วน 2:1: หมายถึงมี P wave 2 ครั้ง แต่มีการบีบตัวของห้องล่างเพียง 1 ครั้ง
- High Grade AV Block: มักใช้เรียกกรณีที่มีอัตราส่วนตั้งแต่ 3:1 ขึ้นไป ซึ่งบ่งบอกถึงการนำไฟฟ้าที่บกพร่องอย่างรุนแรง
ในกรณีของอัตราส่วน 2:1 แพทย์อาจไม่สามารถแยกแยะระหว่าง Type I และ Type II ได้ทันทีจากเพียงอัตราส่วนนี้ แต่จะพิจารณาจากความกว้างของ QRS complex และระยะ PR interval ประกอบ
คำถามที่พบบ่อย
Mobitz Type I และ Type II ต่างกันอย่างไร?
Mobitz Type I จะมีระยะ PR interval ที่ค่อยๆ ยาวขึ้นก่อนที่จะมีการหลุดของจังหวะการเต้น และมักเกิดที่ AV node ส่วน Mobitz Type II จะมีการหลุดของจังหวะโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงของ PR interval และมักเกิดที่ระบบนำไฟฟ้าส่วนปลาย ซึ่งมีความรุนแรงมากกว่า
ภาวะ AV Block ระดับที่ 2 อันตรายหรือไม่?
ขึ้นอยู่กับประเภท หากเป็น Type I มักไม่เป็นอันตรายและไม่ต้องรักษาหากไม่มีอาการ แต่หากเป็น Type II มีความความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นและจำเป็นต้องได้รับการรักษาทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน
การรักษาภาวะ AV Block ระดับที่ 2 ทำอย่างไร?
สำหรับ Type I ที่มีอาการ อาจใช้ยา เช่น Atropine เพื่อปรับปรุงการนำไฟฟ้าชั่วคราว ส่วน Type II การรักษามาตรฐานคือการฝังเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ (Pacemaker)