เชฟฟิลด์ ฟอร์จมาสเตอร์ส ยักษ์ใหญ่ด้านวิศวกรรมหนักของสหราชอาณาจักร
สรุปใจความสำคัญ
- เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตชิ้นงานหล่อและตีเหล็กขนาดใหญ่พิเศษสำหรับอุตสาหกรรมหนักและกลาโหม
- ถูกแปรรูปเป็นของรัฐโดยกระทรวงกลาโหมสหราชอาณาจักร (MoD) ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2564
- มีบทบาทสำคัญในการผลิตชิ้นส่วนสำหรับโครงการเรือดำน้ำนิวเคลียร์ของสหราชอาณาจักร
- มีประวัติยาวนานย้อนกลับไปถึงโรงตีเหล็กในทศวรรษ 1750 และโรงงาน River Don Works
เชฟฟิลด์ ฟอร์จมาสเตอร์ส (Sheffield Forgemasters) เป็นบริษัทวิศวกรรมหนักสัญชาติอังกฤษ ตั้งอยู่ที่เมืองเชฟฟิลด์ เซาท์ยอร์กเชียร์ ประเทศอังกฤษ บริษัทมีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษในการผลิตชิ้นงานหล่อเหล็ก (Steel Castings) และงานตีขึ้นรูป (Forgings) ขนาดใหญ่ตามคำสั่งซื้อเฉพาะ รวมถึงการผลิตลูกกลิ้ง แท่งเหล็ก และบิลเล็ตมาตรฐาน ในปี พ.ศ. 2564 บริษัทได้ถูกแปรรูปเป็นของรัฐ โดยมีกระทรวงกลาโหมสหราชอาณาจักร (Ministry of Defence) เป็นเจ้าของทั้งหมด

ประวัติความเป็นมา
จุดเริ่มต้นและยุคแรก
รากฐานของเชฟฟิลด์ ฟอร์จมาสเตอร์ส ย้อนกลับไปได้ถึงโรงตีเหล็กในทศวรรษ 1750 และต่อมาคือบริษัท Naylor Vickers and Co. ซึ่งก่อตั้งโดย George Naylor และ Edward Vickers ซึ่งเป็นบริษัทต้นกำเนิดของ Vickers Limited โดยในปี พ.ศ. 2408 Vickers ได้สร้างโรงงาน River Don Works ขึ้น ต่อมาในปี พ.ศ. 2526 โรงงาน River Don Works ซึ่งขณะนั้นเป็นส่วนหนึ่งของ British Steel (รัฐวิสาหกิจ) ได้ควบรวมกิจการกับ Firth Brown Steels จนกลายเป็นบริษัท เชฟฟิลด์ ฟอร์จมาสเตอร์ส ในปัจจุบัน
ในช่วงทศวรรษ 1980 บริษัทเคยตกเป็นข่าวในกรณี "Supergun affair" เนื่องจากเป็นหนึ่งในบริษัทอังกฤษที่ผลิตชิ้นส่วนให้กับโครงการ Babylon ของอิรัก ซึ่งทางบริษัทระบุว่าเข้าใจว่าชิ้นส่วนดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ในโรงกลั่นปิโตรเคมี อย่างไรก็ตาม ผลการสอบสวนของรัฐบาลในเวลาต่อมาได้ยืนยันว่าคณะกรรมการบริหารของบริษัทไม่มีความผิดในเหตุการณ์นี้
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและการลงทุน
ในปี พ.ศ. 2540 บริษัทได้ประกาศแผนแยกส่วนธุรกิจการบินและวิศวกรรมออกเป็นสองบริษัทเพื่อเตรียมนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แต่ในเวลาต่อมา ธุรกิจทั้งสองส่วนถูกขายให้กับบริษัทอเมริกัน โดย Allegheny Teledyne เข้าซื้อธุรกิจการบิน และ Atchison Casting Corp เข้าซื้อธุรกิจ River Don และธุรกิจการผลิตลูกกลิ้ง ซึ่งบริษัทหลังนี้คือผู้ที่ยังคงใช้ชื่อ เชฟฟิลด์ ฟอร์จมาสเตอร์ส ต่อมา Atchison ได้ลงทุนกว่า 64 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 39 ล้านปอนด์) เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและอุปกรณ์ของโรงงาน
ในช่วงปี พ.ศ. 2542 บริษัทเริ่มส่งออกเหล็กแผ่นรีดให้กับบริษัท Severstal ของรัสเซีย และรายงานระบุว่าในช่วงกลางทศวรรษ 2010 บริษัทสามารถตอบสนองความต้องการผลิตภัณฑ์นี้ให้กับ Severstal ได้ถึง 3 ใน 4 ของความต้องการทั้งหมด
วิกฤตการณ์และการฟื้นตัวในศตวรรษที่ 21
ในปี พ.ศ. 2545 บริษัทประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนักจนเกือบต้องเข้าสู่กระบวนการล้มละลาย และในปี พ.ศ. 2546 บริษัทแม่ในสหรัฐฯ อย่าง Atchison ได้ล้มละลาย ส่งผลให้บริษัทลงทุน KPS เข้ามาซื้อกิจการ ต่อมาในปี พ.ศ. 2548 Graham Honeyman ได้เข้าซื้อหุ้นส่วนใหญ่ของบริษัทและดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO)
ในปี พ.ศ. 2550 โรงงานต้องหยุดชะงักชั่วคราวเนื่องจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่จากแม่น้ำดอน (River Don) แต่สามารถซ่อมแซมและกลับมาดำเนินการผลิตได้เต็มรูปแบบภายในเวลาสามสัปดาห์
โครงการนิวเคลียร์และงานทางทะเล
ในช่วงปลายทศวรรษ 2000 บริษัทพยายามจัดหาเครื่องอัดขึ้นรูป (Forging Press) ขนาด 15,000 ตัน เพื่อผลิตชิ้นส่วนนิวเคลียร์พลเรือนขนาดใหญ่พิเศษ โดยได้รับเงินกู้จากรัฐบาลอังกฤษ 80 ล้านปอนด์จากยอดรวม 140 ล้านปอนด์ในปี พ.ศ. 2553 อย่างไรก็ตาม แผนการนี้ถูกระงับลงเนื่องจากการเปลี่ยนรัฐบาลและการเปลี่ยนแปลงของตลาดนิวเคลียร์พลเรือนหลังเหตุการณ์ภัยพิบัติฟุกุชิมะไดอิจิ
นอกจากนี้ บริษัทยังมีบทบาทสำคัญในโครงการทางทะเล เช่น การเข้าร่วมกลุ่มที่ปรึกษาอุตสาหกรรมน้ำขึ้นน้ำลงในเวลส์ (Wales Tidal Industry Advisory Group) และการได้รับสัญญาจาก Samsung Heavy Industries ในปี พ.ศ. 2560 เพื่อผลิตชิ้นงานหล่อเหล็ก 73 ชิ้นสำหรับแท่นขุดเจาะน้ำมันแบบกึ่งจม รวมถึงการผลิตชิ้นส่วนสำหรับท่อส่งก๊าซ Nord Stream 1
การเผชิญวิกฤตและการแปรรูปเป็นของรัฐ
ในช่วงทศวรรษ 2010 เชฟฟิลด์ ฟอร์จมาสเตอร์ส ประสบปัญหาทางการเงินตามสภาวะถดถอยของอุตสาหกรรมเหล็กในอังกฤษ โดยรายงานผลขาดทุนจากการดำเนินงานครั้งแรกในปี พ.ศ. 2557 และประกาศลดจำนวนพนักงานในปี พ.ศ. 2559 ความสำคัญของบริษัทในฐานะผู้ผลิตชิ้นส่วนสำหรับโครงการเรือดำน้ำนิวเคลียร์ของอังกฤษทำให้รัฐบาลต้องเข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิด
ในปี พ.ศ. 2559 บริษัทได้รับเงินกู้ 30 ล้านปอนด์จากธนาคาร Wells Fargo โดยมีการค้ำประกันจาก BAE Systems, Babcock International และ Rolls-Royce Marine Power ภายใต้การประสานงานของกระทรวงกลาโหม (MoD) เพื่อป้องกันไม่ให้ทุนจากจีนเข้ามาควบคุมกิจการ ต่อมาในปี พ.ศ. 2561 David Bond อดีตผู้บริหารจาก BAE Systems ได้เข้าดำรงตำแหน่ง CEO แทน Graham Honeyman
ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2564 รัฐบาลสหราชอาณาจักรประกาศว่ากระทรวงกลาโหมได้เข้าซื้อกิจการบริษัทด้วยมูลค่า 2.56 ล้านปอนด์ และมีแผนลงทุนเพิ่มเติมอีก 400 ล้านปอนด์ในช่วงทศวรรษถัดไป เพื่อสนับสนุนการผลิตด้านกลาโหม ซึ่งรวมถึงการสร้างสายการผลิตงานตีขึ้นรูปหนักแห่งใหม่และมาตรการป้องกันน้ำท่วม โดยรัฐบาลมีเป้าหมายระยะยาวที่จะแปรรูปบริษัทกลับเป็นเอกชนอีกครั้งในอนาคต แต่ยังไม่มีการกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจน
กิจกรรมล่าสุด
ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2565 รัฐบาลอังกฤษได้สั่งการให้เชฟฟิลด์ ฟอร์จมาสเตอร์ส ยุติสัญญาการจัดส่งสินค้าให้กับบริษัท Gazprom ของรัสเซีย เพื่อเป็นการตอบโต้การรุกรานยูเครนของรัสเซีย
คำถามที่พบบ่อย
เชฟฟิลด์ ฟอร์จมาสเตอร์ส ผลิตอะไรเป็นหลัก?
บริษัทเชี่ยวชาญในการผลิตชิ้นงานหล่อเหล็ก (Steel Castings) และงานตีขึ้นรูป (Forgings) ขนาดใหญ่ตามคำสั่งซื้อเฉพาะ รวมถึงลูกกลิ้ง แท่งเหล็ก และบิลเล็ตมาตรฐาน สำหรับใช้ในอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ ทางทะเล และการป้องกันประเทศ
ทำไมรัฐบาลอังกฤษจึงต้องเข้าซื้อกิจการบริษัทนี้?
เนื่องจากบริษัทมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ โดยเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนสำคัญสำหรับโครงการเรือดำน้ำนิวเคลียร์ของสหราชอาณาจักร การเข้าซื้อกิจการโดยกระทรวงกลาโหมจึงเป็นการรักษาความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานด้านการป้องกันประเทศและป้องกันการครอบงำจากทุนต่างชาติ
ปัจจุบันใครเป็นเจ้าของเชฟฟิลด์ ฟอร์จมาสเตอร์ส?
ปัจจุบันบริษัทเป็นของรัฐ โดยมีกระทรวงกลาโหมสหราชอาณาจักร (Ministry of Defence) เป็นเจ้าของทั้งหมด ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2564