Shivta: เมืองโบราณแห่งทะเลทรายเนเกฟในอิสราเอล
Shivta: เมืองโบราณแห่งทะเลทรายเนเกฟ Shivta (ภาษาฮีบรู: שבטה) หรือที่รู้จักในชื่อเดิมว่า Sobata (ภาษากรีก) หรือ Subeita (ภาษาอาหรับ) เป็นเมืองโบราณที่ตั้งอยู่ในทะเลทรายเนเกฟ (Negev Desert) ประเทศอิสราเอล อยู่ห่างจ
สรุปใจความสำคัญ
- Shivta ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี 2005
- เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางเครื่องหอม (Incense Route) ในทะเลทรายเนเกฟ
- เคยเป็นศูนย์กลางการผลิตไวน์ขนาดใหญ่ที่ผลิตไวน์กาซา (vinum Gazentum) ส่งออกไปยังยุโรปและตะวันออกกลาง
- ถูกทิ้งร้างในช่วงศตวรรษที่ 8 หรือ 9 หลังจากยุคไบแซนไทน์
Shivta (ภาษาฮีบรู: שבטה) หรือที่รู้จักในชื่อเดิมว่า Sobata (ภาษากรีก) หรือ Subeita (ภาษาอาหรับ) เป็นเมืองโบราณที่ตั้งอยู่ในทะเลทรายเนเกฟ (Negev Desert) ประเทศอิสราเอล อยู่ห่างจากเมืองเบียร์เชบา (Beersheba) ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 43 กิโลเมตร
เนื่องจากความสำคัญทางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรม Shivta จึงได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในเดือนมิถุนายน ปี 2005 ในฐานะส่วนหนึ่งของเส้นทางเครื่องหอม (Incense Route) และเมืองในทะเลทรายของเนเกฟ ร่วมกับเมือง Haluza/Elusa, Avdat และ Mamshit/Mampsis

ประวัติศาสตร์ของ Shivta
ในอดีต นักโบราณคดีเชื่อว่า Shivta เป็นเมืองนาบาเทียน (Nabataean) บนเส้นทางเครื่องเทศโบราณ แต่ปัจจุบันมีการพิจารณาว่าอาจเป็นอาณานิคมเกษตรกรรมในสมัยไบแซนไทน์ และเป็นจุดพักสำหรับผู้แสวงบุญที่เดินทางไปยังอารามเซนต์แคทเธอรีนในคาบสมุทรไซนาย
ยุคโรมัน
มีการค้นพบซากปรักหักพังจากยุคโรมันในช่วงศตวรรษที่ 1 ก่อนคริสตกาล ในส่วนทางตอนใต้ของเมือง
ยุคไบแซนไทน์
ยุคนี้เป็นยุคที่ Shivta รุ่งเรืองที่สุด โดยมีการขุดค้นพบโบสถ์ไบแซนไทน์ 3 แห่ง (โบสถ์หลักหนึ่งแห่งและโบสถ์ขนาดเล็กอีกสองแห่ง) รวมถึงโรงบ่มไวน์ 2 แห่ง พื้นที่อยู่อาศัย และอาคารบริหารจัดการ
โบสถ์และศิลปะ
ในโบสถ์ทางทิศใต้มีการค้นพบร่องรอยของภาพจิตรกรรมฝาผนังรูปการเปลี่ยนพระกายของพระเยซู (Christ's transfiguration) และในโบสถ์ทางทิศเหนือมีการค้นพบโมเสกสีสันสวยงามจากศตวรรษที่ 6 พร้อมรูปพระเยซูแบบไม่มีเครา
เกษตรกรรมและการผลิตไวน์
Shivta เป็นศูนย์กลางการผลิตไวน์ที่สำคัญ โดยมีการคำนวณว่าหมู่บ้านแห่งนี้ผลิตไวน์ได้ถึงประมาณ 2 ล้านลิตร ซึ่งไวน์จากเนเกฟที่เรียกว่า vinum Gazentum (ไวน์กาซา) เป็นที่ต้องการอย่างมากในยุโรปและตะวันออกกลางในช่วงต้นศตวรรษที่ 6
อย่างไรก็ตาม ความรุ่งเรืองนี้สิ้นสุดลงเนื่องจากภัยพิบัติทางธรรมชาติสองประการ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Late Antique Little Ice Age) และการระบาดของกาฬโรค (Justinianic Plague) ในช่วงทศวรรษที่ 540 ซึ่งทำให้การค้าระหว่างประเทศหยุดชะงัก และชาวเมืองต้องเปลี่ยนกลับมาทำเกษตรกรรมแบบยังชีพ เช่น การปลูกข้าวบาร์เลย์และข้าวสาลีแทน
ยุคอิสลามตอนต้น
หลังจากการพิชิตของชาวอาหรับในศตวรรษที่ 7 จำนวนประชากรเริ่มลดลง และเมือง Shivta ถูกทิ้งร้างในที่สุดในช่วงศตวรรษที่ 8 หรือ 9
รอยสลักอักษรอาร์เมเนีย
หนึ่งในการค้นพบที่น่าสนใจคือ รอยสลักอักษรอาร์เมเนีย (Armenian graffito) ในโบสถ์ทางทิศใต้ ซึ่งถูกระบุว่าสร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 9-11 หลังจากที่เมืองถูกทิ้งร้างไปแล้ว โดยเป็นตัวอักษรสองตัวคือ Բ (B) และ Ա (A) ซึ่งมีความสูง 17 เซนติเมตร
ประวัติการขุดค้น
Ulrich Jasper Seetzen เป็นชาวตะวันตกคนแรกที่มาเยือนสถานที่แห่งนี้ในปี 1805 แม้ว่าเขาจะเข้าใจผิดว่าเป็นเมือง Avdat ต่อมา Edward Henry Palmer ได้ตีพิมพ์คำบรรยายอย่างเป็นทางการครั้งแรกในปี 1871 และ Alois Musil ได้ถ่ายภาพซากปรักหักพังเป็นครั้งแรกในปี 1901
คำถามที่พบบ่อย
Shivta คืออะไร?
Shivta เป็นเมืองโบราณในทะเลทรายเนเกฟ ประเทศอิสราเอล ซึ่งเคยเป็นจุดพักบนเส้นทางเครื่องหอมและศูนย์กลางเกษตรกรรมในสมัยไบแซนไทน์
ทำไม Shivta ถึงรุ่งเรืองในด้านการผลิตไวน์?
เพราะมีความต้องการไวน์กาซา (vinum Gazentum) สูงมากในยุโรปและตะวันออกกลางในช่วงต้นศตวรรษที่ 6
ทำไมเมือง Shivta ถึงถูกทิ้งร้าง?
สาเหตุหลักมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง การระบาดของกาฬโรค และการเปลี่ยนแปลงของเส้นทางการค้า ทำให้เศรษฐกิจที่พึ่งพาการผลิตไวน์ล่มสลายลง


