เซอร์ไอแซก นิวตัน บิดาแห่งฟิสิกส์คลาสสิกและคณิตศาสตร์สมัยใหม่
สรุปใจความสำคัญ
- ผู้คิดค้นกฎการเคลื่อนที่ 3 ข้อ และกฎแรงโน้มถ่วงสากล ซึ่งเป็นรากฐานของฟิสิกส์คลาสสิก
- ร่วมคิดค้นแคลคูลัส ซึ่งเป็นเครื่องมือทางคณิตศาสตร์ที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์
- สร้างกล้องโทรทรรศน์แบบสะท้อนแสงเครื่องแรกของโลก
- ดำรงตำแหน่งประธานราชสมาคม (Royal Society) และผู้ว่าการโรงกษาปณ์อังกฤษ (Royal Mint)
เซอร์ไอแซก นิวตัน (Sir Isaac Newton) เป็นนักปราชญ์ชาวอังกฤษผู้มีความสามารถหลากหลาย ทั้งในด้านคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ ดาราศาสตร์ เคมี (เล่นแร่แปรธาตุ) เทววิทยา และสิ่งประดิษฐ์ เขาเป็นบุคคลสำคัญในการปฏิวัติวิทยาศาสตร์ (Scientific Revolution) และยุคเรืองปัญญา (Enlightenment) ผลงานของเขาไม่เพียงแต่เปลี่ยนความเข้าใจเกี่ยวกับจักรวาล แต่ยังวางรากฐานให้กับการศึกษาวิทยาศาสตร์สมัยใหม่

การวางรากฐานกลศาสตร์คลาสสิก
ผลงานที่โดดเด่นที่สุดของนิวตันคือหนังสือ Philosophiæ Naturalis Principia Mathematica (หลักการทางคณิตศาสตร์ของปรัชญาธรรมชาติ) ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1687 หนังสือเล่มนี้ถือเป็นการรวมทฤษฎีทางฟิสิกส์ครั้งใหญ่ครั้งแรก โดยนิวตันได้นำเสนอ กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน และ กฎแรงโน้มถ่วงสากล ซึ่งกลายเป็นบรรทัดฐานทางวิทยาศาสตร์มานานหลายศตวรรษจนกระทั่งการมาถึงของทฤษฎีสัมพัทธภาพ
นิวตันใช้คำอธิบายทางคณิตศาสตร์ของแรงโน้มถ่วงเพื่อพิสูจน์กฎการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์ของเคปเลอร์ อธิบายปรากฏการณ์น้ำขึ้นน้ำลง วิถีของดาวหาง และการส่ายของจุดวิษุวัต ซึ่งช่วยขจัดข้อสงสัยเกี่ยวกับทฤษฎีที่ว่าดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะ (Heliocentricity) นอกจากนี้ เขายังเป็นคนแรกที่คำนวณอายุของโลกผ่านการทดลอง และให้ค่าประมาณเชิงปริมาณของมวลของดวงอาทิตย์
นวัตกรรมทางด้านทัศนศาสตร์และแสง
นิวตันมีส่วนสำคัญในการพัฒนาทฤษฎีสีและแสง เขาค้นพบว่าปริซึมสามารถแยกแสงสีขาวออกเป็นแถบสีต่างๆ ของสเปกตรัมที่มองเห็นได้ ซึ่งนำไปสู่การตีพิมพ์หนังสือ Opticks ในปี ค.ศ. 1704
ในด้านสิ่งประดิษฐ์ นิวตันได้สร้าง กล้องโทรทรรศน์แบบสะท้อนแสง (Reflecting Telescope) เครื่องแรก ซึ่งช่วยลดปัญหาความคลาดสีที่พบในกล้องโทรทรรศน์แบบหักเหแสงในสมัยนั้น นอกจากนี้ เขายังเป็นผู้ริเริ่มการใช้ปริซึมเป็นตัวขยายลำแสง ซึ่งต่อมากลายเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาเลเซอร์ที่ปรับจูนได้
ความสำเร็จทางคณิตศาสตร์และการคิดค้นแคลคูลัส
นิวตันเป็นหนึ่งในผู้ร่วมคิดค้น แคลคูลัส (Calculus) หรือคณิตศาสตร์เชิงอนุพันธ์และปริพันธ์ โดยเขาพัฒนาแนวคิดนี้ขึ้นก่อนกอตฟรีด วิลเฮล์ม ไลบ์นิซ (Gottfried Wilhelm Leibniz) แม้ว่าทั้งสองจะได้รับการยอมรับร่วมกันในภายหลัง
นอกเหนือจากแคลคูลัส นิวตันยังสร้างผลงานทางคณิตศาสตร์อื่นๆ อีกมากมาย เช่น การขยายทฤษฎีบททวินาม (Binomial Theorem) ให้ครอบคลุมจำนวนจริงทุกประเภท การพัฒนาวิธีการประมาณค่ารากของฟังก์ชัน (Newton's method) และการวางรากฐานของวิเคราะห์เวกเตอร์ (Vector analysis)
ชีวิตส่วนตัวและบทบาททางสังคม
นิวตันเป็นสมาชิกของวิทยาลัยทรีนิตี (Trinity College) และดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ลูคาเซียนด้านคณิตศาสตร์ (Lucasian Professor of Mathematics) แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ตั้งแต่อายุ 26 ปี
ในด้านการเมืองและการบริหาร เขาเคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ และได้รับแต่งตั้งเป็นอัศวินโดยสมเด็จพระราชินีแอนน์ในปี ค.ศ. 1705 นอกจากนี้ เขายังดำรงตำแหน่งผู้ดูแล (Warden) และผู้ว่าการ (Master) ของโรงกษาปณ์อังกฤษ (Royal Mint) ซึ่งเขาได้ปรับปรุงความแม่นยำและความปลอดภัยในการผลิตเหรียญกษาปณ์ของอังกฤษ และดำรงตำแหน่งประธานราชสมาคม (Royal Society) ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1703 จนถึงปีที่เขาเสียชีวิต
ความสนใจด้านอื่นๆ
นอกเหนือจากวิทยาศาสตร์กระแสหลัก นิวตันใช้เวลาจำนวนมากในการศึกษา การเล่นแร่แปรธาตุ (Alchemy) และ ลำดับเวลาในคัมภีร์ไบเบิล (Biblical Chronology) อย่างไรก็ตาม ผลงานในด้านเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกตีพิมพ์ในช่วงชีวิตของเขา และถูกเปิดเผยต่อสาธารณะหลังจากที่เขาเสียชีวิตไปแล้วนานมาก
คำถามที่พบบ่อย
เซอร์ไอแซก นิวตัน ค้นพบแรงโน้มถ่วงได้อย่างไร?
ตามตำนานเล่าว่านิวตันสังเกตเห็นแอปเปิลตกจากต้น ซึ่งทำให้เขาเริ่มตั้งคำถามว่าทำไมวัตถุจึงตกลงสู่พื้นโลกเสมอ และนำไปสู่การพัฒนาทฤษฎีแรงโน้มถ่วงสากลที่อธิบายว่ามวลทุกชนิดในจักรวาลจะดึงดูดกันและกัน
ความแตกต่างระหว่างแคลคูลัสของนิวตันและไลบ์นิซคืออะไร?
นิวตันพัฒนาแคลคูลัสเพื่อใช้ในการอธิบายการเคลื่อนที่ของวัตถุและดาราศาสตร์ โดยเน้นที่อัตราการเปลี่ยนแปลง (Fluxions) ในขณะที่ไลบ์นิซพัฒนาแคลคูลัสโดยเน้นที่สัญลักษณ์และรูปแบบทางคณิตศาสตร์ที่เป็นระบบมากขึ้น ซึ่งเป็นรูปแบบที่นักคณิตศาสตร์ส่วนใหญ่ใช้ในปัจจุบัน
หนังสือ Principia ของนิวตันมีความสำคัญอย่างไร?
Principia เป็นหนังสือที่วางรากฐานของกลศาสตร์คลาสสิก โดยการรวมกฎการเคลื่อนที่และแรงโน้มถ่วงเข้าด้วยกัน ทำให้สามารถอธิบายปรากฏการณ์ทางกายภาพทั้งบนโลกและในอวกาศด้วยกฎชุดเดียวกันได้เป็นครั้งแรก
