สแตนลีย์ วอลเพิร์ต นักประวัติศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านอินเดียและปากีสถาน
สรุปใจความสำคัญ
- เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์อินเดียและปากีสถาน และเป็นศาสตราจารย์ที่ UCLA นานกว่า 40 ปี
- เปลี่ยนสายอาชีพจากวิศวกรทางเรือมาเป็นนักประวัติศาสตร์หลังจากเดินทางไปอินเดียในปี 1948
- ได้รับรางวัล Watumull Prize ในปี 1962 จากผลงานเขียนเรื่อง Tilak and Gokhale
สแตนลีย์ อัลเบิร์ต วอลเพิร์ต (Stanley Albert Wolpert) เป็นนักประวัติศาสตร์ นักอินโดโลจี และนักเขียนชาวอเมริกันผู้ทรงอิทธิพล ซึ่งอุทิศชีวิตให้กับการศึกษาและเขียนหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การเมืองและทางปัญญาของอินเดียและปากีสถานสมัยใหม่ ผลงานของเขามีทั้งในรูปแบบของหนังสือวิชาการและนวนิยายเชิงประวัติศาสตร์
ประวัติช่วงต้นและการค้นพบแรงบันดาลใจ
วอลเพิร์ตเกิดเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ค.ศ. 1927 ในย่านบรูคลิน นิวยอร์ก โดยมีบิดามารดาเป็นชาวรัสเซียเชื้อสายยิว จุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของเขาเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1948 ขณะที่เขาทำงานเป็นวิศวกรบนเรือพาณิชย์ของสหรัฐฯ และได้เดินทางมาถึงเมืองบอมเบย์ ประเทศอินเดีย เป็นครั้งแรก
เมื่อเดินทางมาถึง เขาได้สัมผัสกับบรรยากาศแห่งความโศกเศร้าอย่างมหาศาลจากการเสียชีวิตของ มหาตมะ คานธี ซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นเพียงสองสัปดาห์ แม้ในขณะนั้นเขาจะรู้จักคานธีเพียงเล็กน้อย แต่เหตุการณ์นี้ได้สร้างความประทับใจและแรงบันดาลใจอย่างลึกซึ้ง จนทำให้เขาตัดสินใจละทิ้งอาชีพวิศวกรรมทางเรือเพื่อหันมาศึกษาประวัติศาสตร์อินเดียอย่างจริงจัง
การศึกษาและรางวัลทางวิชาการ
วอลเพิร์ตสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจาก City College of New York ในปี 1953 จากนั้นศึกษาต่อระดับปริญญาโทและปริญญาเอกที่ University of Pennsylvania ในปี 1955 และ 1959 ตามลำดับ วิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของเขาซึ่งต่อมาถูกตีพิมพ์ในชื่อ Tilak and Gokhale มุ่งเน้นไปที่การศึกษาฝ่ายปฏิวัติและฝ่ายปฏิรูปของพรรคคองเกรสแห่งชาติอินเดีย ซึ่งส่งผลให้เขาได้รับรางวัล Watumull Prize จากสมาคมประวัติศาสตร์อเมริกันในปี 1962 ในฐานะหนังสือประวัติศาสตร์อินเดียที่ดีที่สุดที่ตีพิมพ์ในสหรัฐอเมริกา
เส้นทางอาชีพและการสอน
ในปี 1959 วอลเพิร์ตเริ่มอาชีพทางวิชาการที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส (UCLA) โดยเริ่มจากการเป็นผู้สอนในภาควิชาประวัติศาสตร์ และได้รับการเลื่อนตำแหน่งอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นศาสตราจารย์เต็มตัวในปี 1967 และได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าภาควิชาในปี 1968 ต่อมาเขาได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์เกียรติคุณ (Emeritus Professor)
นอกเหนือจากงานวิชาการ ผลงานเขียนของเขายังได้รับความสนใจในวงกว้าง โดยหนังสือเรื่อง Nine Hours to Rama ได้ถูกนำไปดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ในปี 1963 และในปี 1975 เขาได้รับรางวัลการสอนดีเด่น (Distinguished Teaching Award) จาก UCLA เพื่อเชิดชูความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ให้แก่ลูกศิษย์
ชีวิตส่วนตัวและการจากไป
สแตนลีย์ วอลเพิร์ต สมรสกับ โดโรธี วอลเพิร์ต (นามสกุลเดิม กูเบอร์แมน) เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 1953 ทั้งคู่พบกันในชั้นเรียนรัฐบาลอเมริกันที่ City College of New York โดยโดโรธีได้กลายเป็นหุ้นส่วนอาวุโสในสำนักงานกฎหมายที่ Century City และได้ร่วมเดินทางไปอินเดียกับสามีหลายครั้ง ทั้งคู่มีบุตรชายสองคนและหลานสามคน
สแตนลีย์ วอลเพิร์ต เสียชีวิตเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2019 ทิ้งมรดกทางปัญญาและผลงานเขียนที่ทรงคุณค่าไว้ให้แก่นักประวัติศาสตร์และผู้ที่สนใจในเอเชียใต้ทั่วโลก
คำถามที่พบบ่อย
อะไรคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้สแตนลีย์ วอลเพิร์ต หันมาศึกษาประวัติศาสตร์อินเดีย?
การได้เดินทางไปเมืองบอมเบย์ในปี 1948 และได้เห็นความโศกเศร้าของผู้คนต่อการจากไปของมหาตมะ คานธี ทำให้เขาเกิดความสนใจอย่างลึกซึ้งจนเปลี่ยนอาชีพจากวิศวกรมาเป็นนักประวัติศาสตร์
ผลงานเขียนชิ้นใดของเขาที่ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์?
หนังสือเรื่อง Nine Hours to Rama ถูกนำไปดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ในปี 1963
สแตนลีย์ วอลเพิร์ต สอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยใด?
เขาสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส (UCLA) ตั้งแต่ปี 1959 จนถึงปี 2002