ภาวะลมใต้ผิวหนัง
สรุปใจความสำคัญ
- ภาวะลมใต้ผิวหนังเกิดจากการสะสมของอากาศหรือก๊าซในเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง ซึ่งปกติจะไม่มีอากาศอยู่
- ลักษณะเด่นคือการสัมผัสแล้วรู้สึกกรอบแกรบ (Crepitation) คล้ายกับเม็ดข้าวพอง
- มักเป็นอาการแสดงของโรคหรือการบาดเจ็บที่รุนแรงกว่า เช่น ภาวะลมในช่องอก (Pneumothorax)
- โดยปกติร่างกายสามารถดูดซึมอากาศกลับคืนได้เองหากมีปริมาณน้อย
ภาวะลมใต้ผิวหนัง (Subcutaneous Emphysema, SCE) คือภาวะที่ก๊าซหรืออากาศสะสมและรั่วซึมเข้าไปอยู่ภายใต้ชั้นผิวหนัง ซึ่งโดยปกติแล้วบริเวณนี้จะไม่มีอากาศอยู่ การสะสมของอากาศในเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังมักเกิดขึ้นบริเวณลำตัวส่วนบน เช่น หน้าอก คอ ใบหน้า รักแร้ และแขน เนื่องจากอากาศสามารถเคลื่อนที่ผ่านเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่หลวมในชั้นพังผืดตื้น (superficial fascia) ได้โดยง่าย
ลักษณะเด่นของภาวะนี้คือเมื่อสัมผัสผิวหนังจะรู้สึกถึงการ "กรอบแกรบ" (crackling-feel) ซึ่งคล้ายกับการสัมผัสเม็ดข้าวพองหรือ Rice Krispies ความรู้สึกนี้เรียกว่า การเกิดเสียงกรอบแกรบใต้ผิวหนัง (subcutaneous crepitation) ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของ crepitus

สาเหตุของภาวะลมใต้ผิวหนัง
ภาวะลมใต้ผิวหนังสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย โดยส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการรั่วไหลของอากาศจากระบบทางเดินหายใจหรือระบบทางเดินอาหาร
การบาดเจ็บ (Trauma)
การบาดเจ็บทั้งแบบทะลุทะลวง (Penetrating trauma) เช่น บาดแผลจากอาวุธปืนหรือของมีคม และการบาดเจ็บแบบไม่มีแผลเปิด (Blunt trauma) เช่น อุบัติเหตุทางรถยนต์ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะนี้
- การบาดเจ็บที่ทรวงอก: เมื่อเยื่อหุ้มปอด (pleural membranes) ถูกเจาะทะลุ อากาศจะเคลื่อนที่จากปอดเข้าสู่กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังของผนังทรวงอก
- ซี่โครงหัก: ประมาณ 27% ของผู้ป่วยที่มีกระดูกซี่โครงหักจะมีภาวะลมใต้ผิวหนังร่วมด้วย เนื่องจากซี่โครงที่หักอาจฉีกขาดเยื่อหุ้มปอดชั้นนอก (parietal pleura) ทำให้อากาศรั่วไหลเข้าสู่เนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง
ภาวะแทรกซ้อนทางการแพทย์และโรค
ภาวะลมใต้ผิวหนังมักพบร่วมกับภาวะอื่น ๆ ดังนี้:
- ภาวะลมในช่องอก (Pneumothorax): เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด โดยเฉพาะในกรณีของ Tension Pneumothorax ซึ่งแรงดันอากาศที่สูงในช่องอกจะผลักให้อากาศรั่วเข้าสู่เนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง
- ภาวะลมในช่องกลางอก (Pneumomediastinum): อากาศที่สะสมในช่องกลางอกสามารถเคลื่อนที่ขึ้นไปยังลำคอและกระจายตัวสู่ผิวหนัง
- การติดเชื้อ: การติดเชื้อบางชนิด เช่น ก๊าซแกงกรีน (Gas gangrene) สามารถสร้างก๊าซภายในเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังได้
หัตถการทางการแพทย์
การผ่าตัดหรือการใส่สายระบายทรวงอก (Chest tube) ที่มีการอุดตันจากลิ่มเลือดหรือวัสดุไฟบริน อาจทำให้แรงดันในถุงลมปอดสูงกว่าเนื้อเยื่อภายนอก จนเกิดการรั่วไหลของอากาศเข้าสู่ชั้นผิวหนัง ซึ่งในกรณีนี้จะเรียกว่า ลมใต้ผิวหนังจากการผ่าตัด (Surgical emphysema)
อาการและสัญญาณเตือน
อาการของภาวะลมใต้ผิวหนังจะแตกต่างกันไปตามสาเหตุและปริมาณอากาศที่สะสม โดยมีสัญญาณที่พบบ่อยดังนี้:
- การบวม: มีการบวมบริเวณลำคอ ใบหน้า หรือหน้าอก
- ความรู้สึกเมื่อสัมผัส: ผิวหนังรู้สึกเหมือนกระดาษทิชชูหรือมีเม็ดเล็ก ๆ อยู่ใต้ผิวหนัง เมื่อกดจะเกิดเสียงกรอบแกรบและอากาศอาจเคลื่อนที่ได้
- การเปลี่ยนแปลงของเสียง: หากมีการสะสมของอากาศบริเวณลำคอ อาจทำให้รู้สึกแน่นคอและเสียงเปลี่ยนไป
- ปัญหาการหายใจ: ในกรณีที่รุนแรงมาก การบวมบริเวณคอและหน้าอกอาจกดทับทางเดินหายใจ ทำให้หายใจลำบากหรือมีเสียงวี้ด (Wheezing)
- อาการอื่น ๆ: อาจมีอาการเจ็บหน้าอก เจ็บคอ หรือกลืนลำบากร่วมด้วย
การวินิจฉัยและการรักษา
การวินิจฉัยเบื้องต้นทำได้โดยการคลำ (Palpation) เพื่อหาเสียงกรอบแกรบใต้ผิวหนัง และการเอกซเรย์ทรวงอก (Chest X-ray) ซึ่งอาจแสดงให้เห็นอากาศในช่องกลางอกหรือใต้ชั้นผิวหนัง
โดยทั่วไปแล้ว ภาวะลมใต้ผิวหนัง ไม่เป็นอันตรายในตัวเอง แต่อาจเป็นสัญญาณของภาวะที่อันตรายร้ายแรง เช่น ภาวะลมในช่องอก ซึ่งต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน
สำหรับการรักษาภาวะลมใต้ผิวหนังโดยเฉพาะนั้น หากมีปริมาณอากาศน้อย ร่างกายจะดูดซึมกลับคืนไปเองได้ แต่หากอากาศมีปริมาณมากจนทำให้เกิดความไม่สบายตัวหรือขัดขวางการหายใจ แพทย์อาจใช้วิธีการระบายอากาศออก เช่น การใช้เข็มขนาดใหญ่ (Large bore needles) การกรีดผิวหนัง หรือการใส่สายระบายใต้ผิวหนัง
คำถามที่พบบ่อย
ภาวะลมใต้ผิวหนังอันตรายหรือไม่?
โดยตัวมันเองมักไม่เป็นอันตรายร้ายแรง แต่เป็นสัญญาณเตือนของภาวะที่อันตราย เช่น ภาวะลมในช่องอก (Pneumothorax) หรือการบาดเจ็บที่ปอด ซึ่งต้องได้รับการรักษาที่ต้นเหตุ
จะทราบได้อย่างไรว่ามีภาวะลมใต้ผิวหนัง?
สัญญาณที่ชัดเจนที่สุดคือการคลำผิวหนังบริเวณที่บวมแล้วรู้สึกถึงเสียงหรือความรู้สึกกรอบแกรบ (Crepitation) คล้ายกับการกดเม็ดพลาสติกหรือข้าวพองใต้ผิวหนัง
ภาวะลมใต้ผิวหนังรักษาอย่างไร?
หากมีปริมาณอากาศน้อย แพทย์จะปล่อยให้ร่างกายดูดซึมกลับเอง แต่หากมีปริมาณมากจนกดทับทางเดินหายใจ แพทย์อาจใช้เข็มหรือการผ่าตัดเล็กเพื่อระบายอากาศออก
สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของภาวะลมใต้ผิวหนังคืออะไร?
มักเกิดจากการบาดเจ็บที่ทรวงอก เช่น ซี่โครงหัก หรือภาวะลมในช่องอก ซึ่งทำให้อากาศรั่วจากปอดเข้าสู่เนื้อเยื่อรอบข้าง


