← กลับไปยังบทความทั้งหมด

มาตรฐานรอง คำสอนและหลักความเชื่อของคริสตจักรปฏิรูป

สรุปใจความสำคัญ

  • มาตรฐานรองคือเอกสารทางหลักข้อเชื่อที่คริสตจักรยอมรับ แต่มีสถานะต่ำกว่าพระคัมภีร์ซึ่งเป็นมาตรฐานสูงสุด
  • คำสารภาพความเชื่อเวสต์มินสเตอร์เป็นหนึ่งในมาตรฐานรองที่มีอิทธิพลมากที่สุดในกลุ่มคริสตจักรเพรสไบทีเรียน
  • รูปแบบสามประการแห่งเอกภาพ (Three Forms of Unity) เป็นมาตรฐานรองหลักของคริสตจักรปฏิรูปดัตช์
  • คริสตจักรต่างๆ สามารถปรับปรุงเนื้อหาในมาตรฐานรองเพื่อให้สอดคล้องกับบริบททางสังคมและการปกครองของตนได้

ในบริบทของคริสตจักรปฏิรูป (Reformed Christianity), มาตรฐานรอง (Subordinate Standard) หมายถึง คำสารภาพความเชื่อ (Confession of Faith), คำถาม-คำตอบสำหรับคำสอน (Catechism) หรือข้อกำหนดทางหลักข้อเชื่อและระเบียบการปกครองคริสตจักรที่คริสตจักรโปรเตสแตนต์ยอมรับและยึดถือเป็นแนวทาง

ความสัมพันธ์ระหว่างมาตรฐานรองและพระคัมภีร์

หัวใจสำคัญของแนวคิดนี้คือการที่มาตรฐานรองเหล่านี้ถูกกำหนดให้เป็น "รอง" เพราะคริสตจักรยึดถือว่า พระคัมภีร์ (The Bible) คือมาตรฐานสูงสุด (Supreme Standard) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากพระเจ้าและไม่มีข้อผิดพลาด ดังนั้น มาตรฐานรองจึงมีหน้าที่สรุปและอธิบายหลักความเชื่อที่ดึงมาจากพระคัมภีร์ เพื่อให้สมาชิกในคริสตจักรมีความเข้าใจที่ตรงกันและเป็นเอกภาพ

ตัวอย่างของมาตรฐานรองที่สำคัญ

1. มาตรฐานเวสต์มินสเตอร์ (Westminster Standards)

หนึ่งในตัวอย่างที่โดดเด่นที่สุดคือ คำสารภาพความเชื่อเวสต์มินสเตอร์ (Westminster Confession of Faith) ซึ่งร่างขึ้นในปี ค.ศ. 1646 โดยการประชุมเวสต์มินสเตอร์ เพื่อใช้เป็นคำสารภาพความเชื่อของคริสตจักรแห่งอังกฤษ ต่อมาได้กลายเป็นมาตรฐานรองทางหลักข้อเชื่อของคริสตจักรแห่งสกอตแลนด์ และมีอิทธิพลอย่างกว้างขวางในคริสตจักรเพรสไบทีเรียนทั่วโลก

  • คำประกาศซาวอย (Savoy Declaration): กลุ่มคอนกรีแกชันนัลลิสต์ในอังกฤษได้นำคำสารภาพความเชื่อเวสต์มินสเตอร์มาปรับปรุงและยอมรับใช้ในปี ค.ศ. 1658
  • คำสารภาพความเชื่อแบปทิสต์ลอนดอนฉบับที่สอง (Second London Baptist Confession): กลุ่มแบปทิสต์ในอังกฤษได้นำคำประกาศซาวอยมาปรับปรุงอีกครั้งในปี ค.ศ. 1689

2. รูปแบบสามประการแห่งเอกภาพ (Three Forms of Unity)

ในคริสตจักรปฏิรูปดัตช์ (Dutch Reformed Church) ได้มีการยอมรับ รูปแบบสามประการแห่งเอกภาพ เป็นมาตรฐานรอง ซึ่งประกอบด้วย:

  • คำสารภาพความเชื่อเบลจิก (Belgic Confession)
  • คำถาม-คำตอบไฮเดลเบิร์ก (Heidelberg Catechism)
  • ข้อกำหนดแห่งดอร์ท (Canons of Dort)

แนวปฏิบัตินี้ได้รับการยอมรับโดยนิกายและสหพันธ์คริสตจักรปฏิรูปดัตช์ส่วนใหญ่ทั่วโลก

การนำไปใช้ในภูมิภาคต่างๆ

ในสกอตแลนด์ คำสารภาพความเชื่อของชาวสกอต (Scots Confession 1560) ซึ่งร่างโดยจอห์น น็อกซ์ และผู้นำการปฏิรูปศาสนาโปรเตสแตนต์ เป็นมาตรฐานรองฉบับแรกของคริสตจักรโปรเตสแตนต์ในสกอตแลนด์ ก่อนที่จะถูกแทนที่ด้วยคำสารภาพความเชื่อเวสต์มินสเตอร์ในปี ค.ศ. 1648

ตัวอย่างการปรับใช้ในสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย

คริสตจักรบางแห่งอาจระบุมาตรฐานรองเพียงฉบับเดียว ในขณะที่บางแห่งระบุหลายฉบับ เช่น:

  • คริสตจักรเพรสไบทีเรียนในสหรัฐอเมริกา: ยอมรับคำสารภาพความเชื่อเวสต์มินสเตอร์ พร้อมด้วยคำถาม-คำตอบฉบับใหญ่และฉบับย่อ แต่ได้ปรับปรุงเนื้อหาเกี่ยวกับการปกครองพลเรือนให้สอดคล้องกับแนวทางของสหรัฐฯ และตัดการอ้างถึงพระสันตะปาปาในฐานะปฏิปักษ์ของพระคริสต์ (Antichrist)
  • คริสตจักรเพรสไบทีเรียนแห่งออสเตรเลีย: ยอมรับคำสารภาพความเชื่อเวสต์มินสเตอร์ โดยอ่านผ่านมุมมองของคำแถลงการณ์ประกาศ (Declaratory Statement) ปี ค.ศ. 1901
  • คริสตจักรเพรสไบทีเรียนในแคนาดา: ได้จัดทำคำประกาศความเชื่อเกี่ยวกับคริสตจักรและประเทศในปี ค.ศ. 1954 เพื่อใช้เป็นมาตรฐานรอง

คำถามที่พบบ่อย

มาตรฐานรอง (Subordinate Standard) คืออะไร?

คือคำสารภาพความเชื่อ หรือคำถาม-คำตอบสำหรับคำสอนที่คริสตจักรโปรเตสแตนต์ (โดยเฉพาะกลุ่มปฏิรูป) ยึดถือเพื่อสรุปหลักความเชื่อและระเบียบการปกครอง แต่ยังคงให้ความสำคัญกับพระคัมภีร์เป็นอันดับหนึ่ง

ทำไมต้องมีมาตรฐานรองในเมื่อมีพระคัมภีร์อยู่แล้ว?

เพื่อให้คริสตจักรมีเอกภาพในด้านหลักข้อเชื่อ และมีเครื่องมือในการสอนศาสนศาสตร์ที่ชัดเจน โดยที่เอกสารเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นคำอธิบายพระคัมภีร์ที่ได้รับการยอมรับร่วมกัน

ตัวอย่างของมาตรฐานรองที่สำคัญมีอะไรบ้าง?

เช่น คำสารภาพความเชื่อเวสต์มินสเตอร์ (Westminster Confession of Faith) และรูปแบบสามประการแห่งเอกภาพ (Three Forms of Unity) ของคริสตจักรปฏิรูปดัตช์