การระบุและกำหนดเป้าหมายทางทหาร
สรุปใจความสำคัญ
- การระบุเป้าหมายครอบคลุมทั้งการตรวจจับและระบุตำแหน่งเพื่อใช้เครื่องมือสังหารและไม่สังหาร
- ความแตกต่างระหว่าง HPT และ HVT อยู่ที่มุมมองของผู้บัญชาการฝ่ายเราเทียบกับความจำเป็นของฝ่ายตรงข้าม
- การระบุตัวบุคคลต้องอาศัยการผสมผสานระหว่าง HUMINT และเทคโนโลยีชีวมิติ เนื่องจากเซนเซอร์ทางเทคนิคไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้โดยลำพัง
การระบุและกำหนดเป้าหมาย (Target Acquisition) คือกระบวนการตรวจจับและระบุตำแหน่งของเป้าหมายในรายละเอียดที่เพียงพอ เพื่อให้สามารถใช้เครื่องมือทางทหารทั้งในรูปแบบการสังหาร (Lethal) และไม่สังหาร (Non-lethal) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ คำนี้ถูกนำมาใช้ในขอบเขตการประยุกต์ใช้ที่กว้างขวาง ตั้งแต่ระดับยุทธวิธีไปจนถึงระดับยุทธศาสตร์
นิยามของเป้าหมาย
ในบริบทนี้ "เป้าหมาย" หมายถึง เอนทิตีหรือวัตถุที่ถูกพิจารณาเพื่อการโจมตีหรือการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งครอบคลุมทรัพยากรหลากหลายประเภทที่ฝ่ายตรงข้ามใช้ในการปฏิบัติการ เช่น:
- หน่วยรบทั้งแบบเคลื่อนที่และคงที่
- กำลังพลและอุปกรณ์
- ขีดความสามารถและสิ่งอำนวยความสะดวก
- บุคคลสำคัญและหน้าที่การทำงานเฉพาะด้าน
ในทางเทคนิค การระบุเป้าหมายอาจหมายถึงกระบวนการของระบบอาวุธในการตัดสินใจว่าจะ "ล็อกเป้า" (Lock-on) ไปที่วัตถุใด ซึ่งมีความแตกต่างจากการเฝ้าตรวจ (Surveillance) และการติดตามเป้าหมาย (Target Tracking)
วิวัฒนาการและหลักนิยม
ยุคสงครามเย็นและหลังสงครามเย็น
ในช่วงสงครามเย็นและยุคถัดมา หลักนิยมการระบุเป้าหมายมุ่งเน้นไปที่การระบุขีดความสามารถและตำแหน่งของหน่วยทหารขนาดใหญ่ ระบบป้องกันภัยทางอากาศ ปืนใหญ่ จรวด ขีปนาวุธ และการระบุเป้าหมายประเภทสำคัญ ได้แก่:
- เป้าหมายที่ให้ผลตอบแทนสูง (High Pay-off Targets - HPT): เป้าหมายที่หากสามารถทำลายหรือทำให้สิ้นสภาพได้ จะส่งผลต่อความสำเร็จในแนวทางปฏิบัติของผู้บัญชาการฝ่ายเราอย่างมีนัยสำคัญ
- เป้าหมายมูลค่าสูง (High Value Targets - HVT): เป้าหมายที่ผู้บัญชาการฝ่ายตรงข้ามจำเป็นต้องใช้เพื่อให้ภารกิจของตนสำเร็จลุล่วง
แม้ว่าเป้าหมายทั้งสองประเภทจะดูเหมือนมีจุดประสงค์เดียวกัน แต่มีความแตกต่างกันในขั้นตอนการวิเคราะห์การกำหนดเป้าหมาย (Targeting Analysis Process)
การเปลี่ยนแปลงหลังเหตุการณ์ 11 กันยายน
หลังการโจมตี 11 กันยายน กระบวนการระบุเป้าหมายมีความซับซ้อนและเป็นทางเทคนิคมากขึ้น เนื่องจากมีการเปลี่ยนลำดับความสำคัญไปที่การระบุตัวบุคคล (Targeting of Individuals) ซึ่งมีความยากกว่าการระบุวัตถุทางกายภาพ
ในขณะที่ดาวเทียมสามารถระบุตำแหน่งของเครื่องยิงขีปนาวุธหรือกองรถถังได้จากรูปร่าง ลายเซ็นความร้อน (Heat Signature) หรือขนาด แต่การระบุตัวบุคคลท่ามกลางประชากรจำนวนมหาศาลจำเป็นต้องอาศัยการประสานงานระหว่างเทคโนโลยีและมนุษย์ ดังนี้:
- การข่าวกรองจากมนุษย์ (Human Intelligence - HUMINT): การใช้สายลับหรือแหล่งข่าวในพื้นที่เพื่อระบุและรายงานตัวตนของบุคคลเป้าหมาย
- เทคโนโลยีชีวมิติ (Biometric Technology): การใช้ข้อมูลทางกายภาพเฉพาะบุคคลเพื่อการยืนยันตัวตนที่ถูกต้อง (Positive Identification) ในกระบวนการกำหนดเป้าหมาย
ปัจจุบัน กองทัพสหรัฐฯ ใช้หลักนิยม JP 3-60 Joint Doctrine for Targeting เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติการร่วมในการกำหนดเป้าหมาย
คำถามที่พบบ่อย
การระบุเป้าหมาย (Target Acquisition) ต่างจากการติดตามเป้าหมาย (Target Tracking) อย่างไร?
การระบุเป้าหมายคือกระบวนการตรวจจับและระบุว่าวัตถุนั้นคืออะไรและอยู่ที่ไหน เพื่อให้ระบบอาวุธสามารถล็อกเป้าได้ ส่วนการติดตามเป้าหมายคือการเฝ้าดูการเคลื่อนที่ของเป้าหมายที่ถูกระบุแล้วอย่างต่อเนื่อง
HPT และ HVT แตกต่างกันอย่างไร?
HPT (High Pay-off Target) คือเป้าหมายที่ส่งผลดีต่อแผนการรบของฝ่ายเราหากทำลายได้ ส่วน HVT (High Value Target) คือเป้าหมายที่ฝ่ายตรงข้ามจำเป็นต้องใช้เพื่อให้ภารกิจของเขาสำเร็จ
ทำไมการระบุตัวบุคคลถึงยากกว่าการระบุหน่วยทหาร?
เพราะบุคคลไม่มีลายเซ็นทางกายภาพที่เด่นชัดเหมือนรถถังหรือฐานยิงขีปนาวุธ ทำให้ต้องใช้การข่าวกรองจากมนุษย์ (HUMINT) และการยืนยันตัวตนทางชีวมิติแทนการใช้เพียงดาวเทียมหรือเรดาร์

