Tenor Guitar ทำความรู้จักกับกีตาร์เทเนอร์ เครื่องดนตรี 4 สาย
สรุปใจความสำคัญ
- กีตาร์เทเนอร์ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้ผู้เล่นแบนโจเทเนอร์สามารถเล่นกีตาร์ได้ง่ายขึ้น
- มีความยาวช่วงสาย (Scale length) ประมาณ 21-23 นิ้ว ซึ่งสั้นกว่ากีตาร์มาตรฐาน
- มีการจูนสายที่หลากหลาย เช่น การจูนแบบคู่ห้า (Fifths) หรือแบบ Chicago Tuning
Tenor Guitar หรือกีตาร์เทเนอร์ คือเครื่องดนตรีประเภทสายที่ถูกพัฒนาขึ้นมาให้มีขนาดเล็กกว่ากีตาร์โปร่งหรือกีตาร์ไฟฟ้ามาตรฐานเล็กน้อย โดยมีจุดเด่นที่สำคัญคือมีเพียง 4 สาย ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้เล่นแบนโจเทเนอร์ (Tenor Banjo) สามารถเปลี่ยนมาเล่นกีตาร์ได้โดยไม่ต้องเริ่มเรียนรู้การวางนิ้วใหม่
โครงสร้างและการผลิต
กีตาร์เทเนอร์มักมีรูปร่างเหมือนกีตาร์ทั่วไป แต่มีจำนวนสายเพียง 4 สาย โดยสามารถผลิตได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นแบบโปร่ง (Acoustic), ไฟฟ้า (Electric) หรือแบบไฮบริด และมีตัวบอดี้ที่หลากหลาย เช่น แบบหน้าเรียบ (Flat top), แบบหน้าโค้ง (Archtop), แบบเรโซเนเตอร์ (Resonator) หรือแบบบอดี้ตัน (Solid-body)
โดยปกติแล้ว กีตาร์เทเนอร์จะมีความยาวช่วงสาย (Scale length) อยู่ระหว่าง 21 ถึง 23 นิ้ว (53 ถึง 58 เซนติเมตร) ซึ่งใกล้เคียงกับแบนโจเทเนอร์และแมนโดลินอ็อกเทฟ (Octave Mandolin)
ประวัติและการพัฒนา
ต้นกำเนิดของกีตาร์เทเนอร์นั้นไม่ชัดเจนนัก แต่เชื่อกันว่ากีตาร์รูปทรงกีตาร์ 4 สายที่แท้จริงเริ่มปรากฏขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 1920 โดยบริษัทชื่อดังอย่าง Gibson และ Martin เป็นผู้บุกเบิกการผลิตเครื่องดนตรีชนิดนี้ในรูปแบบโปร่ง
ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น ผู้ผลิตรายอื่น เช่น Lyon and Healy และ Bacon ก็ได้ผลิตเครื่องดนตรีที่มีลักษณะกึ่งกลางระหว่างแบนโจและกีตาร์ เช่น Tenor Harps ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีบอดี้ไม้รูปทรงกลม 4 สาย
ต่อมาในปี 1934 Gibson ได้เปิดตัวกีตาร์เทเนอร์แบบ Archtop รุ่น TG-50 และในปี 1937 ได้เริ่มผลิตรุ่น EST-150 ซึ่งเป็นกีตาร์ไฟฟ้าเทเนอร์รุ่นแรกๆ ที่ประสบความสำเร็จในเชิงพาณิชย์ และมีการผลิตอย่างต่อเนื่องจนถึงปี 1972
ในช่วงกลางทศวรรษ 1950 เริ่มมีการผลิตกีตาร์ไฟฟ้าบอดี้ตัน (Solid-body) จากค่ายดังอย่าง Gibson, Gretsch, Guild และ Epiphone แม้ส่วนใหญ่จะเป็นงานสั่งทำพิเศษ แต่ Gretsch ก็เคยผลิตรุ่น 6127 DuoJet ในปี 1955 ต่อมาในศตวรรษที่ 21 Fender ก็ได้นำกีตาร์เทเนอร์กลับมาผลิตอีกครั้งในรุ่น Telecaster version
การจูนสาย (Tuning)
การจูนสายของกีตาร์เทเนอร์มีหลายรูปแบบที่นิยมใช้ ได้แก่:
- การจูนแบบคู่ห้า (Fifths): C3-G3-D4-A4 ซึ่งเป็นแบบเดียวกับแบนโจเทเนอร์, แมนโดลา (Mandola) หรือวิโอลา (Viola)
- การจูนแบบต่ำกว่าไวโอลินหนึ่งอ็อกเทฟ: G2-D3-A3-E4 ซึ่งเป็นที่นิยมในดนตรีพื้นเมืองของไอร์แลนด์ (Irish folk music)
- Chicago Tuning: D3-G3-B3-E4 ซึ่งเป็นการจูนสาย 4 สายบนของกีตาร์มาตรฐาน
Plectrum Guitar ญาติสนิทของเทเนอร์

Plectrum Guitar คือกีตาร์ 4 สายที่มีความยาวช่วงสายยาวกว่าเทเนอร์ (ประมาณ 26-27 นิ้ว) และมีการจูนสายที่แตกต่างออกไป เช่น C3-G3-B3-D4 หรือ D3-G3-B3-D4 โดยมักจะจูนให้ต่ำลงเหมือนแมนโดเซลโล (Mandocello) ซึ่งทำให้มีเสียงที่ทุ้มลึกกว่าและหาได้ยากกว่ากีตาร์เทเนอร์
การใช้งานและศิลปินผู้มีชื่อเสียง
กีตาร์เทเนอร์ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงปลายทศวรรษ 1920 และต้นทศวรรษ 1930 ในวงดนตรีแจ๊สและวงดนตรีเต้นรำ เนื่องจากผู้เล่นแบนโจเทเนอร์สามารถเปลี่ยนมาใช้เครื่องดนตรีชนิดนี้ได้ทันทีโดยไม่ต้องเรียนรู้ใหม่
ในดนตรีคันทรี (Country Music) พี่น้อง Delmore Brothers เป็นผู้บุกเบิกการใช้กีตาร์เทเนอร์ โดย Rabon Delmore ใช้กีตาร์เทเนอร์ Martin 0-18T เพื่อบรรเลงประกอบการร้องประสานเสียงร่วมกับพี่ชายที่เล่นกีตาร์ 6 สาย
คำถามที่พบบ่อย
กีตาร์เทเนอร์แตกต่างจากกีตาร์ปกติอย่างไร?
กีตาร์เทเนอร์แตกต่างจากกีตาร์ปกติที่จำนวนสายซึ่งมีเพียง 4 สาย และมีความยาวช่วงสายที่สั้นกว่า ทำให้มีโทนเสียงและวิธีการเล่นที่แตกต่างออกไป
กีตาร์เทเนอร์จูนสายอย่างไร?
การจูนสายที่นิยมที่สุดคือแบบคู่ห้า (C3-G3-D4-A4) หรือแบบเดียวกับไวโอลินที่ต่ำลงหนึ่งอ็อกเทฟ (G2-D3-A3-E4) ซึ่งเป็นที่นิยมในดนตรีพื้นเมืองไอร์แลนด์
Plectrum Guitar คืออะไร?
Plectrum Guitar คือกีตาร์ 4 สายที่มีช่วงสายยาวกว่ากีตาร์เทเนอร์ (26-27 นิ้ว) และมีเสียงที่ทุ้มกว่า โดยมีการจูนสายที่แตกต่างออกไป