การอ้างสิทธิ์เหนือดินแดนของรัฐอิสลาม
สรุปใจความสำคัญ
- รัฐอิสลามเคยควบคุมพื้นที่สูงสุดประมาณ 100,000-110,000 ตารางกิโลเมตรในช่วงปลายปี 2014
- ใช้ระบบการปกครองแบบ 'วิลายะห์' (Wilayat) โดยมีผู้ว่าการจังหวัดที่เรียกว่า 'วาลี' (Wāli)
- ปัจจุบันพื้นที่อิทธิพลหลักย้ายจากอิรักและซีเรียไปยังแอฟริกา โดยเฉพาะในมาลี ไนจีเรีย และโมซัมบิก
- การล่มสลายของดินแดนหลักในซีเรียและอิรักเกิดจากการปฏิบัติการทางทหารของกองกำลังนานาชาติ
รัฐอิสลาม (Islamic State หรือ IS) หรือที่เคยรู้จักในชื่อ รัฐอิสลามแห่งอิรักและเลแวนต์ (ISIL) ในช่วงปี 2013–2014 เป็นองค์กรกึ่งรัฐที่ไม่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ และประกาศตนเป็นรัฐกาลิฟะห์ (Caliphate) โดยมีศูนย์กลางอำนาจหลักอยู่ในประเทศอิรักและซีเรียในช่วงปี 2013–2019 ซึ่งสามารถควบคุมพื้นที่เขตเมือง พื้นที่เกษตรกรรม และพื้นที่ทะเลทรายจำนวนมาก โดยเฉพาะในภูมิภาคเมโสโปเตเมีย

การเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ครอบครอง
พื้นที่ที่รัฐอิสลามควบคุมมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญตามสถานการณ์การสู้รบ โดยมีจุดสูงสุดในช่วงปลายปี 2014 ซึ่งควบคุมพื้นที่รวมประมาณ 100,000 ถึง 110,000 ตารางกิโลเมตร อย่างไรก็ตาม พื้นที่เหล่านี้ลดลงอย่างรวดเร็วเนื่องจากการปฏิบัติการทางทหารของกองกำลังผสมนานาชาติและความไม่นิยมในหมู่ประชากรท้องถิ่น
- ในอิรักและซีเรีย: ในช่วงต้นปี 2017 รัฐอิสลามควบคุมพื้นที่ประมาณ 45,377 ตารางกิโลเมตรในสองประเทศนี้ และลดลงเหลือเพียงพื้นที่เล็กน้อยในทะเลทรายซีเรียประมาณ 4,000 ตารางกิโลเมตรภายในเดือนมีนาคม 2019 ก่อนจะสูญเสียการควบคุมพื้นที่ส่วนใหญ่ไปในที่สุด
- ในภูมิภาคอื่น ๆ: กลุ่ม IS ได้ขยายเครือข่ายไปยังพื้นที่ต่าง ๆ เช่น อัฟกานิสถาน (บริเวณชายแดนปากีสถาน), ลิเบีย, อียิปต์ (บริเวณเมืองเชค ซูเวย์ด), และไนจีเรีย (ผ่านกลุ่ม Boko Haram) โดยในปัจจุบัน (ข้อมูลปี 2024) พื้นที่ส่วนใหญ่ที่กลุ่มนี้ยังคงมีอิทธิพลจะจำกัดอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไนจีเรีย ภาคเหนือของโมซัมบิก และพื้นที่ส่วนใหญ่ในภาคตะวันออกของมาลี
โครงสร้างการบริหารและกระบวนการจัดตั้งจังหวัด
รัฐอิสลามใช้ระบบการแบ่งเขตการปกครองที่เรียกว่า วิลายะห์ (Wilayat หรือ จังหวัด) โดยมักอ้างอิงตามเส้นแบ่งเขตการปกครองเดิมของประเทศนั้น ๆ กระบวนการจัดตั้งจังหวัดใหม่ตามที่ระบุในนิตยสาร Dabiq ของกลุ่ม มีขั้นตอนดังนี้:
- กลุ่มจีฮัดในพื้นที่ต้องรวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียวและประกาศความจงรักภักดีต่อกาลิฟะห์
- ต้องมีการเสนอชื่อ วาลี (Wāli หรือ ผู้ว่าการจังหวัด), สภาชูรา (Shura Council หรือ สภาผู้นำทางศาสนา) และกำหนดกลยุทธ์ทางทหารเพื่อควบคุมพื้นที่และบังคับใช้กฎหมายชารีอะห์
- เมื่อได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการจากส่วนกลาง รัฐอิสลามจะถือว่าพื้นที่นั้นเป็นหนึ่งในจังหวัดของตนและให้การสนับสนุน
การประกาศจังหวัดในต่างแดน
วันที่ 13 พฤศจิกายน 2014 อบู บักร อัล-บักดาดี ผู้นำของกลุ่ม ได้ประกาศจัดตั้งวิลายะห์ในหลายพื้นที่ ได้แก่ ลิเบีย (วิลายะห์ บาร์กา, ตารับูลุส และฟาซาน), แอลจีเรีย (วิลายะห์ อัล-จาซาอีร์), ไซนายในอียิปต์ (วิลายะห์ ไซนาย), เยเมน (วิลายะห์ อัล-ยามัน) และซาอุดีอาระเบีย (วิลายะห์ อัล-ฮารามัยน์) ต่อมาในปี 2015 ได้มีการประกาศเพิ่มในพื้นที่ชายแดนอัฟกานิสถาน-ปากีสถาน (วิลายะห์ คูราซาน), ไนจีเรียตอนเหนือ (วิลายะห์ การ์บ อิฟริกิยยะห์), คอเคซัสเหนือ (วิลายะห์ อัล-กอว์กอซ) และภูมิภาคซาเฮล (Sahil)
คำถามที่พบบ่อย
รัฐอิสลาม (IS) คืออะไร?
รัฐอิสลาม หรือ IS เป็นองค์กรกึ่งรัฐที่ไม่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ ซึ่งประกาศตนเป็นรัฐกาลิฟะห์ โดยเคยควบคุมพื้นที่ขนาดใหญ่ในอิรักและซีเรียในช่วงปี 2013-2019
วิลายะห์ (Wilayat) คืออะไรในบริบทของ IS?
วิลายะห์ คือหน่วยการปกครองระดับจังหวัดที่ IS ใช้แบ่งเขตพื้นที่ที่ตนอ้างสิทธิ์ครอบครอง โดยแต่ละจังหวัดจะมีผู้ว่าการที่เรียกว่า วาลี และสภาผู้นำทางศาสนา
ปัจจุบัน IS ยังคงควบคุมดินแดนใดอยู่บ้าง?
ปัจจุบัน IS ไม่ได้ควบคุมดินแดนที่เป็นปึกแผ่นในอิรักและซีเรีย แต่มีอิทธิพลในรูปแบบของเซลล์ใต้ดินและกลุ่มติดอาวุธในแอฟริกา เช่น ในมาลี ไนจีเรีย และโมซัมบิก
พื้นที่สูงสุดที่ IS เคยครอบครองคือเท่าใด?
ในช่วงปลายปี 2014 IS ควบคุมพื้นที่ประมาณ 100,000 ถึง 110,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในอิรักและซีเรีย
