The Fault in Our Stars เรื่องราวความรักและมิตรภาพท่ามกลางความเจ็บป่วย
สรุปใจความสำคัญ
- ดัดแปลงมาจากนวนิยายปี 2012 ของ John Green
- ทำรายได้ทั่วโลก 307.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากงบประมาณสร้าง 12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
- ถ่ายทำในเมืองพิตต์สเบิร์ก (แทนอินเดียแนโพลิส) และกรุงอัมสเตอร์ดัม
- นำแสดงโดย Shailene Woodley และ Ansel Elgort
The Fault in Our Stars เป็นภาพยนตร์แนวโรแมนติก-ดราม่าและการก้าวพ้นวัย (Coming-of-age) ของสหรัฐอเมริกาที่ออกฉายในปี 2014 กำกับโดย Josh Boone และเขียนบทโดย Scott Neustadter และ Michael H. Weber โดยดัดแปลงมาจากนวนิยายชื่อดังในปี 2012 ของ John Green ภาพยนตร์เรื่องนี้ถ่ายทอดเรื่องราวความสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่างวัยรุ่นสองคนที่ต้องเผชิญกับโรคมะเร็ง ซึ่งนำเสนอทั้งความโศกเศร้า ความหวัง และความหมายของการมีชีวิตอยู่

เนื้อเรื่องย่อ
เรื่องราวเกิดขึ้นในเมืองอินเดียแนโพลิส รัฐอินดีแอนา โดยมีตัวละครหลักคือ เฮเซล เกรซ แลนแคสเตอร์ (รับบทโดย Shailene Woodley) วัยรุ่นสาวที่ป่วยเป็นมะเร็งต่อมไทรอยด์ซึ่งลุกลามไปยังปอด เธอถูกแม่บังคับให้เข้าร่วมกลุ่มสนับสนุนผู้ป่วยมะเร็งเพื่อช่วยบรรเทาอาการซึมเศร้า ที่นั่นเธอได้พบกับ ออกัสตัส "กัส" วอเตอร์ส (รับบทโดย Ansel Elgort) อดีตผู้ป่วยมะเร็งกระดูกที่ต้องสูญเสียขาไปหนึ่งข้างแต่ปัจจุบันอยู่ในระยะสงบ
ทั้งคู่เริ่มพัฒนาความสัมพันธ์ผ่านความชอบในหนังสือ โดยเฮเซลแนะนำหนังสือเรื่อง An Imperial Affliction ซึ่งเป็นนวนิยายเกี่ยวกับเด็กสาวที่ป่วยเป็นมะเร็งที่มีตอนจบแบบตัดจบอย่างกะทันหัน ซึ่งสร้างความสงสัยให้กับเฮเซลเป็นอย่างมาก กัสจึงใช้ความพยายามในการติดต่อกับ ปีเตอร์ แวน ฮูเทน ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ จนสามารถให้ทั้งคู่เดินทางไปยังกรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ เพื่อพบกับผู้เขียน
อย่างไรก็ตาม เมื่อได้พบกับแวน ฮูเทน พวกเขาพบว่าเขาเป็นคนใจร้ายและติดสุรา ซึ่งทำให้การเดินทางครั้งนี้เต็มไปด้วยความผิดหวัง แต่ในขณะเดียวกัน ความสัมพันธ์ของเฮเซลและกัสกลับแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น พวกเขาได้ไปเยี่ยมชมบ้านแอนน์ แฟรงค์ และสารภาพรักต่อกัน
จุดพลิกผันเกิดขึ้นเมื่อกัสเปิดเผยว่ามะเร็งของเขากลับมาอีกครั้งและลุกลามไปทั่วร่างกาย ทำให้เขากลายเป็นผู้ป่วยระยะสุดท้าย หลังจากกลับมายังอินเดียแนโพลิส สุขภาพของกัสทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็ว เขาขอให้เฮเซลและเพื่อนสนิทอย่างไอแซค กล่าวคำไว้อาลัยให้เขาใน "งานศพจำลอง" ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา
ในตอนท้าย เฮเซลได้พบจดหมายที่กัสเขียนถึงแวน ฮูเทน เพื่อขอให้ช่วยเขียนคำไว้อาลัยให้กับเฮเซล ซึ่งในจดหมายนั้นกัสได้สารภาพรักและยอมรับในโชคชะตาของตน ทำให้เฮเซลได้รับรู้ถึงความรักอันเป็นนิรันดร์แม้ในเวลาที่จำกัด
นักแสดงและบทบาทสำคัญ
ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับคำชมอย่างมากในด้านการแสดง โดยเฉพาะเคมีระหว่างนักแสดงนำทั้งสองคน
- Shailene Woodley รับบทเป็น เฮเซล เกรซ แลนแคสเตอร์
- Ansel Elgort รับบทเป็น ออกัสตัส "กัส" วอเตอร์ส
- Nat Wolff รับบทเป็น ไอแซค เพื่อนสนิทของกัส
- Laura Dern รับบทเป็น แฟรนนี แลนแคสเตอร์ แม่ของเฮเซล
- Willem Dafoe รับบทเป็น ปีเตอร์ แวน ฮูเทน



การผลิตและการออกฉาย
การพัฒนาโครงการเริ่มขึ้นในเดือนมกราคม 2012 เมื่อ Fox 2000 Pictures ได้รับสิทธิ์ในการดัดแปลงนวนิยาย การถ่ายทำหลักเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 26 สิงหาคม 2013 ที่เมืองพิตต์สเบิร์ก ซึ่งถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำแทนเมืองอินเดียแนโพลิส และมีการถ่ายทำบางส่วนที่กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์
ภาพยนตร์เปิดตัวครั้งแรกในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเซแอตเทิลเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2014 และเข้าฉายในสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2014 โดย 20th Century Fox ภาพยนตร์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จอย่างสูงในด้านรายได้ โดยทำเงินทั่วโลกได้ถึง 307.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากงบประมาณการสร้างเพียง 12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
การตอบรับและคำวิจารณ์
The Fault in Our Stars ได้รับการตอบรับในเชิงบวกจากนักวิจารณ์ โดยเฉพาะการชื่นชมการแสดงของ Shailene Woodley และ Ansel Elgort ที่สามารถถ่ายทอดอารมณ์และความสัมพันธ์ของตัวละครได้อย่างเป็นธรรมชาติ รวมถึงบทภาพยนตร์ที่สามารถเปลี่ยนเรื่องราวที่เศร้าโศกให้กลายเป็นเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจและมีความหมาย
คำถามที่พบบ่อย
The Fault in Our Stars สร้างมาจากอะไร?
สร้างมาจากนวนิยายชื่อเดียวกันที่เขียนโดย John Green ตีพิมพ์ในปี 2012
เนื้อเรื่องหลักของ The Fault in Our Stars คืออะไร?
เป็นเรื่องราวความรักระหว่างวัยรุ่นสองคนที่ป่วยเป็นมะเร็ง ซึ่งเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตและเผชิญหน้ากับความตายร่วมกัน
ภาพยนตร์เรื่องนี้ถ่ายทำที่ไหนบ้าง?
การถ่ายทำหลักเกิดขึ้นที่เมืองพิตต์สเบิร์ก รัฐเพนซิลเวเนีย ซึ่งใช้แทนเมืองอินเดียแนโพลิส และมีการถ่ายทำบางส่วนในกรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์
ภาพยนตร์ประสบความสำเร็จในด้านรายได้หรือไม่?
ใช่ ภาพยนตร์ทำรายได้ทั่วโลกประมาณ 307.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จอย่างสูงเมื่อเทียบกับงบประมาณการสร้าง 12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

