ดนตรีแบบดำเนินเรื่องต่อเนื่อง (Through-composed Music)
สรุปใจความสำคัญ
- เป็นรูปแบบดนตรีที่ไม่มีการซ้ำท่อน (Non-repetitive) และนำเสนอเนื้อหาใหม่ตลอดทั้งเพลง
- ตรงข้ามกับรูปแบบสโตรฟิก (Strophic form) ที่ใช้ทำนองเดียวซ้ำในทุกบทของเนื้อร้อง
- ในโอเปร่า หมายถึงการที่ดนตรีบรรเลงต่อเนื่องโดยไม่มีบทพูดหรือ Recitative มาคั่น
- พบได้บ่อยในเพลง Lieder ของชูเบิร์ต และโอเปร่าของวากเนอร์
ในทฤษฎีรูปแบบดนตรี ดนตรีแบบดำเนินเรื่องต่อเนื่อง (Through-composed music) คือบทเพลงที่มีลักษณะการดำเนินทำนองและโครงสร้างแบบต่อเนื่อง โดยไม่มีการแบ่งเป็นท่อนที่ชัดเจนและไม่มีการนำทำนองเดิมกลับมาใช้ซ้ำ (Non-repetitive) คำนี้มักใช้เพื่ออธิบายลักษณะของเพลงร้อง (Songs) แต่สามารถนำไปใช้กับดนตรีบรรเลง (Instrumental music) ได้เช่นกัน
ลักษณะทางโครงสร้าง
ในขณะที่รูปแบบดนตรีส่วนใหญ่ เช่น รูปแบบสามท่อน (Ternary form - ABA), รูปแบบรอนโด (Rondo form - ABACABA) หรือรูปแบบโซนาตา (Sonata form - ABA') จะอาศัยการซ้ำของทำนองหลัก แต่ดนตรีแบบดำเนินเรื่องต่อเนื่องจะนำเสนอวัสดุทางดนตรีใหม่ๆ ไปเรื่อยๆ (เช่น ABCD) โดยไม่มีการย้อนกลับมาใช้ส่วนเดิม
ลักษณะนี้เห็นได้ชัดเจนที่สุดในการนำบทกวีมาประพันธ์เป็นเพลง ซึ่งจะตรงกันข้ามกับ รูปแบบสโตรฟิก (Strophic form - AAA) ที่ใช้ทำนองเดิมซ้ำในทุกบทของเนื้อร้อง แต่เพลงแบบดำเนินเรื่องต่อเนื่องจะสร้างสรรค์ทำนองดนตรีที่แตกต่างกันออกไปสำหรับเนื้อร้องในแต่ละบท เพื่อให้สอดคล้องกับอารมณ์และความหมายของคำในขณะนั้น ในภาษาเยอรมันเรียกแนวคิดนี้ว่า durchkomponiert
ตัวอย่างในดนตรีคลาสสิก
นักดนตรีวิทยา เจมส์ เว็บสเตอร์ (James Webster) นิยามว่า งานประพันธ์แบบดำเนินเรื่องต่อเนื่องคืองานที่อาศัยการเคลื่อนที่ของบทเพลงไปข้างหน้าโดยไม่มีการซ้ำภายใน ซึ่งเป็นลักษณะเด่นที่พบได้บ่อยในเพลงศิลปะ (Art-song)
- ฟรานซ์ ชูเบิร์ต (Franz Schubert): ผลงานเพลง Lieder ของชูเบิร์ตหลายเพลงใช้รูปแบบนี้ โดยเฉพาะเพลง "Erlkönig" ซึ่งมีการเปลี่ยนการจัดวางทางดนตรีในทุกบทของเนื้อร้อง และมีการใช้ระดับเสียง (Register) และโทนเสียงที่แตกต่างกันเพื่อจำแนกตัวละครแต่ละตัวในเรื่อง
- โยเซฟ ไฮเดิน (Joseph Haydn): ในส่วนของดนตรีบรรเลง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ "Farewell Symphony"
การประยุกต์ใช้ในโอเปร่าและละครเพลง
ในบริบทของโอเปร่าและละครเพลง คำว่า "Through-composed" หมายถึงผลงานที่มีกระแสเสียงดนตรีไหลต่อเนื่องตั้งแต่ต้นจนจบโดยไม่มีการหยุดพัก ซึ่งแตกต่างจากโอเปร่าในยุคก่อน (เช่น ผลงานของโมซาร์ท) ที่มักจะมีการแบ่งแยกชัดเจนระหว่างเพลงร้อง (Aria) และบทพูดกึ่งร้อง (Recitative) หรือบทสนทนาทั่วไป
ตัวอย่างที่สำคัญ ได้แก่ โอเปร่าของ ริชาร์ด วากเนอร์ (Richard Wagner) ซึ่งนำเสนอทางดนตรีแบบไม่ขาดสาย สำหรับละครเพลงสมัยใหม่ ผลงานของ แอนดรูว์ ลอยด์ เว็บเบอร์ (Andrew Lloyd Webber) และ โคลด-มิเชล เชินเบิร์ก (Claude-Michel Schönberg) มีแนวโน้มไปในทิศทางนี้ อย่างไรก็ตาม ในละครเพลงที่ไม่มีบทพูดแต่ยังมีการแบ่งท่อนเพลงชัดเจน เช่น Les Misérables หรือ Hamilton มักจะถูกเรียกว่า "Through-sung" แทน
ในดนตรีสมัยนิยม (Popular Music)
แม้ว่ารูปแบบการดำเนินเรื่องต่อเนื่องจะไม่พบบ่อยในดนตรีป๊อปหรือร็อกที่มักใช้โครงสร้าง Verse-Chorus แต่ก็มีตัวอย่างที่น่าสนใจ เช่น:
- Radiohead: เพลง "2 + 2 = 5" ซึ่งแบ่งเป็น 4 ส่วนหลักที่ไม่มีการซ้ำ และมีการเพิ่มระดับความดังขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดสูงสุดในตอนท้าย
- Roy Orbison: เพลง "In Dreams" ซึ่งประกอบด้วย 7 ส่วนที่แตกต่างกันโดยไม่มีการซ้ำ
- The Beatles: เพลง "Happiness Is a Warm Gun"
- Trey Anastasio (Phish): มีผลงานหลายชิ้นที่ใช้โครงสร้างนี้ เช่น "You Enjoy Myself" และ "Divided Sky"
คำถามที่พบบ่อย
ดนตรีแบบดำเนินเรื่องต่อเนื่องแตกต่างจากเพลงทั่วไปอย่างไร?
เพลงทั่วไปมักมีโครงสร้างแบบซ้ำ เช่น ท่อนฮุค (Chorus) ที่วนกลับมาหลายครั้ง แต่ดนตรีแบบดำเนินเรื่องต่อเนื่องจะไม่มีการนำทำนองเดิมกลับมาใช้ซ้ำ โดยจะสร้างทำนองใหม่ไปเรื่อยๆ ตามเนื้อหาของเพลง
Through-composed กับ Through-sung ในละครเพลงต่างกันอย่างไร?
Through-composed เน้นที่กระแสของดนตรีที่ไหลต่อเนื่องโดยไม่มีการหยุดพักหรือบทพูดคั่น ส่วน Through-sung หมายถึงละครเพลงที่ร้องทั้งเรื่องโดยไม่มีบทพูด แต่ยังอาจมีการแบ่งโครงสร้างเป็นเพลงๆ อย่างชัดเจน
ทำไมผู้ประพันธ์เพลงถึงเลือกใช้รูปแบบ Through-composed?
เพื่อให้ดนตรีสามารถถ่ายทอดอารมณ์และความหมายของเนื้อร้องหรือบทกวีได้อย่างละเอียดและเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ในเรื่อง แทนที่จะถูกจำกัดด้วยทำนองเดิมที่ต้องวนซ้ำ