← กลับไปยังบทความทั้งหมด

การกระตุ้นสมองด้วยสนามแม่เหล็ก (TMS) นวัตกรรมรักษาโรคซึมเศร้าและระบบประสาท

สรุปใจความสำคัญ

  • TMS เป็นเทคนิคการกระตุ้นสมองแบบไม่รุกล้ำ โดยใช้สนามแม่เหล็กเหนี่ยวนำกระแสไฟฟ้าในสมอง
  • ได้รับการรับรองจาก FDA ให้ใช้รักษาโรคซึมเศร้าหลัก (MDD), โรคย้ำคิดย้ำทำ (OCD) และอาการปวดเรื้อรัง
  • ใช้ในการวินิจฉัยโรคทางระบบประสาท เช่น โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (MS) และโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (ALS)
  • มีผลข้างเคียงต่ำ โดยความเสี่ยงในการเกิดอาการชักพบได้น้อยมาก (ประมาณ 0.1%)

การกระตุ้นสมองด้วยสนามแม่เหล็ก หรือ TMS เป็นเทคนิคการกระตุ้นระบบประสาทแบบไม่รุกล้ำ (noninvasive) โดยใช้สนามแม่เหล็กที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเพื่อเหนี่ยวนำให้เกิดกระแสไฟฟ้าในพื้นที่เป้าหมายของสมองผ่านกระบวนการเหนี่ยวนำทางแม่เหล็กไฟฟ้า อุปกรณ์ที่เรียกว่าเครื่องกระตุ้นจะสร้างพัลส์ไฟฟ้าซึ่งจะถูกส่งไปยังคอยล์แม่เหล็กที่วางแนบกับหนังศีรษะ สนามแม่เหล็กที่เกิดขึ้นจะทะลุผ่านกะโหลกศีรษะและเหนี่ยวนำให้เกิดกระแสไฟฟ้าทุติยภูมิในเนื้อเยื่อสมองที่อยู่ด้านล่าง ซึ่งจะช่วยปรับเปลี่ยนการทำงานของเซลล์ประสาท

การใช้เครื่อง TMS กับผู้ป่วย
การใช้เครื่องกระตุ้นสมองด้วยสนามแม่เหล็ก (TMS) ในการรักษา

การใช้งานทางการแพทย์

TMS ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดหรือฝังขั้วไฟฟ้า การใช้งานสามารถเป็นได้ทั้งเพื่อการวินิจฉัยและการรักษา โดยผลลัพธ์จะแตกต่างกันไปตามความถี่และความเข้มข้นของพัลส์แม่เหล็ก รวมถึงระยะเวลาในการรักษา ซึ่งเป็นตัวกำหนดจำนวนพัลส์ทั้งหมดที่ผู้ป่วยได้รับ

การวินิจฉัย

ในทางคลินิก TMS สามารถใช้เพื่อวัดการทำงานและหน้าที่ของวงจรสมองเฉพาะจุดในมนุษย์ โดยส่วนใหญ่มักใช้พัลส์แม่เหล็กแบบเดี่ยวหรือแบบคู่ การใช้งานที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางที่สุดคือการวัดการเชื่อมต่อระหว่างเปลือกสมองส่วนสั่งการหลัก (primary motor cortex) ของระบบประสาทส่วนกลางและระบบประสาทส่วนปลาย เพื่อประเมินความเสียหายที่เกี่ยวข้องกับการบาดเจ็บทางระบบประสาทในอดีตหรือที่กำลังดำเนินอยู่ TMS จึงมีประโยชน์ในการเป็นเครื่องมือวินิจฉัยสำหรับโรคไขสันหลังเสื่อม (myelopathy), โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (amyotrophic lateral sclerosis) และโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (multiple sclerosis)

การรักษาและประสิทธิภาพ

องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) พบว่าอุปกรณ์ที่สร้างการกระตุ้นแบบซ้ำๆ (repetitive TMS หรือ rTMS) มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการรักษาโรคซึมเศร้าหลัก (Major Depressive Disorder - MDD), อาการปวดเรื้อรัง และโรคย้ำคิดย้ำทำ (OCD)

แนวทางปฏิบัติจนถึงปี 2018 ระบุว่า TMS มีหลักฐานประสิทธิภาพที่ชัดเจนสำหรับโรคซึมเศร้า, อาการปวดจากเส้นประสาท และการฟื้นฟูการเคลื่อนไหวหลังโรคหลอดเลือดสมอง นอกจากนี้ยังมีรูปแบบใหม่ เช่น Intermittent Theta Burst Stimulation (iTBS) ซึ่งให้ประสิทธิภาพเทียบเท่ากับ rTMS มาตรฐาน แต่ใช้เวลาในการรักษาสั้นลง

แผนผังการทำงานของ TMS
แผนผังแสดงกลไกการทำงานของการกระตุ้นสมองด้วยสนามแม่เหล็ก

อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพของ rTMS ในการรักษาโรคซึมเศร้ายังคงเป็นประเด็นที่ถูกตั้งคำถาม การวิเคราะห์ซ้ำในปี 2023 พบว่าผลการรักษาแตกต่างกันมาก และอาจมีผลจากยาหลอก (placebo effect) ในระดับสูง ซึ่งทำให้การแยกแยะผลการรักษาที่แท้จริงออกจากผลทางจิตวิทยานั้นเป็นเรื่องท้าทาย

ผลข้างเคียง

โดยทั่วไป TMS ถูกโฆษณาว่าเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าการใช้ยา เช่น ยาในกลุ่ม SSRIs ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นทันทีที่พบบ่อยที่สุดคืออาการเป็นลม ซึ่งพบได้ไม่บ่อยนัก ส่วนอาการชักนั้นเกิดขึ้นได้ยากมาก (ประมาณ 0.1% ของผู้ป่วย) และมักเกิดจากความผิดพลาดในการบริหารจัดการการรักษา

ขั้นตอนการดำเนินงาน

ในระหว่างขั้นตอนการรักษา คอยล์แม่เหล็กจะถูกวางในตำแหน่งที่แม่นยำบนศีรษะของผู้ป่วย เพื่อส่งพัลส์แม่เหล็กไปยังบริเวณสมองที่ต้องการกระตุ้นหรือยับยั้งการทำงาน

คำถามที่พบบ่อย

TMS คืออะไร?

TMS คือการใช้สนามแม่เหล็กส่งผ่านกะโหลกศีรษะเพื่อกระตุ้นเซลล์ประสาทในสมองโดยไม่ต้องผ่าตัด เพื่อใช้ในการวินิจฉัยและรักษาโรคทางจิตเวชและระบบประสาท

การรักษาด้วย TMS ปลอดภัยหรือไม่?

โดยทั่วไปมีความปลอดภัยสูง แต่มีความเสี่ยงเล็กน้อย เช่น อาการเป็นลม หรืออาการชัก ซึ่งพบได้น้อยมากและมักเกิดจากการใช้งานที่ผิดวิธี

TMS ใช้รักษาโรคอะไรได้บ้าง?

ใช้รักษาโรคซึมเศร้าที่ดื้อต่อยา, โรคย้ำคิดย้ำทำ (OCD), อาการปวดเรื้อรัง และใช้ช่วยฟื้นฟูผู้ป่วยหลังโรคหลอดเลือดสมอง